เรียนธรรมศึกษา

Latest Post

กรรมบถ กระทู้ธรรม กระทู้ธรรมตรี กระทู้ธรรมโท กระทู้ธรรมเอก กลอนเอตทัคคะ การท่องจำ การสอบ การให้คะแนน กุศลพิธี เก็งข้อสอบชั้นตรี เก็งข้อสอบชั้นโท เก็งข้อสอบชั้นเอก เก็งข้อสอบ ธ.ศ.ตรี เก็งข้อสอบ ธ.ศ.โท เก็งข้อสอบ ธ.ศ.เอก เก็งข้อสอบ น.ธ.ตรี เก็งข้อสอบ น.ธ.โท เก็งข้อสอบ น.ธ.เอก เก็งข้อสอบนักธรรมตรี เก็งข้อสอบนักธรรมโท เก็งข้อสอบนักธรรมเอก เก็งนักธรรมตรี-โท-เอก ข้อสอบ ข้อสอบธรรมศึกษาตรี ข้อสอบธรรมศึกษาโท ข้อสอบธรรมศึกษาเอก ข้อสอบธรรมสนามหลวง ข้อสอบ ธ.ศ. ข้อสอบ น.ธ. เขียนกระทู้ เขียนโจทย์ ความหมายกระทู้ธรรม คิหิปฏิบัติ โครสร้างกระทู้ธรรม ชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก ตรี ตัวอย่างการแต่งกระทู้ในใบตอบสนามหลวง แต่งกระทู้ ทริคกระทู้ ทานพิธี ธรรมศึกษา ธรรมศึกษาคืออะไร ธรรมศึกษาชั้นตรี ธรรมศึกษาชั้นโท ธรรมศึกษาชั้นเอก นักธรรม แนะนำ บทความธรรมศึกษา บุญพิธี ปกศ ธ.ศ. ปกศ น.ธ. ปกิณกพิธี ประโยคสำนวนที่ออกสอบ ประวัติธรรมศึกษา ผลสอบ ๒๕๕๖ ผลสอบธรรมสนามหลวง ผู้เขียนเว็บ พระกังขาเรวตะ พระกาฬุทายี พระกุมารกัสสปะ พระโกณฑธานะ พระขทิรวนิยเรวตะ พระจูฬปันถกะ พระนันทกะ พระนันทะ พระปิณโฑลภารทวาชะ พระปิลินทวัจฉะ พระปุณณมันตานีบุตร พระพากุละ พระพาหิยทารุจีริยะ พระภัททิยะ พระมหากัจจายนเถระ พระมหากัปปินะ พระมหากัสสปะ พระมหาโกฏฐิตะ พระมหาปันถกะ พระโมคคัลลานะ พระโมฆราช พระรัฐบาล พระราธะ พระราหุล พระลกุณฎกภัททิยะ พระวักกลิ พระวังคีสะ พระสาคตะ พระสารีบุตร พระสีวลี พระสุภูติ พระโสณกุฎิกัณณะ พระโสณโกฬิวิสะ พระโสภิตะ พระอนุรุทธะ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระอานนท์ พระอุบาลี พระอุปเสนะ พระอุรุเวลกัสสปะ พุทธประวัติ พุทธศาสนสุภาษิตชั้นตรี พุทธศาสนสุภาษิตชั้นโท พุทธศาสนสุภาษิตชั้นเอก เรียนธรรมศึกษา เลขใบประกาศนียบัตร วันแม่แห่งชาติ วันสอบธรรมสนามหลวง59 วันสอบสนามหลวง วันอาสาฬหบูชา วิชากรรมบถชั้นเอก วิชากระทู้ธรรมชั้นตรี วิชากระทู้ธรรมชั้นโท วิชากระทู้ธรรมชั้นเอก วิชาธรรมวิจารณ์ชั้นเอก วิชาธรรมวิภาคชั้นตรี วิชาธรรมวิภาคชั้นโท วิชาเบญจศีลเบญจธรรมชั้นตรี วิชาพุทธประวัติชั้นตรี วิชาพุทธานุทธประวัติชั้นเอก วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นตรี วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นโท วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นเอก วิชาอนุพุทธประวัติชั้นโท วิชาอุโบสถศีลชั้นโท วิธีตรวจกระทู้ธรรม วิธีเรียนธรรมศึกษา วิธีสมัครสอบ ศาสนพิธี ศาสนพิธีชั้นตรี ศาสนพิธีชั้นโท สถิติข้อสอบ สถิติข้อสอบกระทู้ธรรม สนามสอบในต่างประเทศ สนามสอบแผนกธรรม สอบนักธรรม สอบนักธรรมตรี2557 สารบัญเรียนธรรมศึกษา สุภาษิต หนังสือเรียนชั้นตรี หนังสือเรียนชั้นโท หนังสือเรียนชั้นเอก หลักสูตรเรียน หลักสูตรเรียนธรรมตรี หลักสูตรเรียนธรรมโท หลักสูตรเรียนธรรมเอก Book Like Scoring

<h1>เลขใบประกาศนียบัตร,ใบประกาศนียบัตรนักธรรม,ใบประกาศนียบัตรธรรมศึกษา</h1>

การที่เราจะทราบความหมาย "เลขใบประกาศนียบัตร" จะต้องศึกษาทำความเข้าใจความหมาย "รหัสพยัญชนะและรหัสเลข" เบื้องต้นเสียก่อน ซึ่งในหมายเลขใบประกาศนียบัตร จะมี ๒ ส่วนหลักๆ สำคัญ ที่เราต้องทำความเข้าใจเพื่อให้ทราบความหมาย คือ ๑.พยัญชนะย่อ แทนชื่อจังหวัดที่เราสอบ และ ๒.รหัสตัวเลขที่อยู่ในตำแหน่งต่อจากพยัญชนะย่อ (ทั้ง ๘ ตัว) ดังนี้

๑. รหัสพยัญชนะของทุกจังหวัด เช่น

รหัสย่อ
ความหมาย
พยัญชนะย่อ
กท หมายถึง กรุงเทพมหานคร
พยัญชนะย่อ
อย หมายถึง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
พยัญชนะย่อ
ชม หมายถึง จังหวัดเชียงใหม่
เป็นต้น
- - -
ดูรหัสพยัญชนะย่อของทุกจังหวัด

๒. รหัสตัวเลขที่อยู่ในตำแหน่งต่อจากพยัญชนะย่อ มีรหัสเลข ๔ ตัว คือ

๒.๑ ตัวเลขแรก (หลักพัน) มีเลข ๑ - ๖ = มีค่าแทนความหมายว่า
หมายเลข ๑
คือ สำนักเรียนส่วนกลาง
หลักพัน คือ
เลขตัวที่ ๑ (ซ้ายไปขวา) เช่น
๑ _ _ _ /_ _ _ _
หมายเลข ๒
คือ หนกลาง
หมายเลข ๓
คือ หนเหนือ
หมายเลข ๔
คือ หนตะวันออก
หมายเลข ๕
คือ หนใต้
หมายเลข ๖
คือ คณะธรรมยุต

๒.๒ ตัวที่สอง (หลักร้อย) มีเลข ๑ - ๖ = มีค่าแทนความหมายว่า
หมายเลข ๑
คือ นักธรรมชั้นตรี
หลักร้อย คือ
เลขตัวที่ ๒ (ซ้ายไปขวา) เช่น
_ ๑ _ _ /_ _ _ _
หมายเลข ๒
คือ นักธรรมชั้นโท
หมายเลข ๓
คือ นักธรรมชั้นเอก
หมายเลข ๔
คือ ธรรมศึกษาชั้นตรี
หมายเลข ๕
คือ ธรรมศึกษาชั้นโท
หมายเลข ๖
คือ ธรรมศึกษาชั้นเอก

๒.๓ ตัวเลขสองตัวหลัง (หลักสิบและหลักหน่วย)
หมายถึง ตัวเลขสองตัวสุดท้ายของปีพุทธศักราชที่นักเรียนสอบได้
เช่น ที่ กท _ _ ๔๓ / _ _ _ _ หมายถึง ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓
เช่น ที่ กท _ _ ๕๐ / _ _ _ _ หมายถึง ปีพุทธศักราช ๒๕๕๐
เช่น ที่ กท _ _ ๕๘ / _ _ _ _ หมายถึง ปีพุทธศักราช ๒๕๕๘

๒.๔ ตัวเลขหลังทั้ง ๔ หลัก หมายถึง เลขที่สอบได้ หลังตัวเลขทั้ง ๔ หลัก มีเครื่องหมายทับ ( / ) คั่นไว้ และจะตามด้วย ตัวเลขอีก ๔ หลัก ซึ่งหมายถึงลำดับเลขที่ของนักเรียนผู้สอบได้ในจังหวัด หน ประโยคนักธรรมหรือ ธรรมศึกษาชั้น ต่าง ๆ และปีพุทธศักราชซึ่งอยู่หน้าตัวเลขทั้ง ๔ นั้น เช่น
ตัวอย่าง
ความหมาย
ที่ กท _ _ _ _ / ๐๐๐๑
... สอบได้หมายเลขที่ ๑

ตัวอย่าง : ความหมายเลขใบประกาศนียบัตรแบบเต็ม

เลขใบประกาศ
ความหมาย
ที่ กท ๑๑๔๓ / ๐๐๐๑
กรุงเทพมหานคร สำนักเรียนในส่วนกลาง นักธรรมชั้นตรี
ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ สอบได้หมายเลขที่ ๑
ที่ อย ๒๒๔๔ / ๐๐๑๐
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดหนกลาง นักธรรมชั้นโท
ปีพุทธศักราช ๒๕๔๔ สอบได้หมายเลขที่ ๑๐
ที่ ชม ๓๓๔๕ / ๐๑๐๐
จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดหนเหนือ นักธรรมชั้นเอก
ปีพุทธศักราช ๒๕๔๕ สอบได้หมายเลขที่ ๑๐๐
ที่ ขก ๔๔๔๓ / ๑๐๐๐
จังหวัดขอนแก่น สังกัดหนตะวันออก ธรรมศึกษาชั้นตรี
ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ สอบได้หมายเลขที่ ๑๐๐๐
ที่ รน ๕๕๔๔ / ๑๑๑๑
จังหวัดระนอง สังกัดหนใต้ ธรรมศึกษาชั้นโท
ปีพุทธศักราช ๒๕๔๔ สอบได้หมายเลขที่ ๑๑๑๑
ที่ ลย ๖๖๔๕ / ๑๑๑๒
จังหวัดเลย สังกัดคณะธรรมยุต ธรรมศึกษาชั้นเอก
ปีพุทธศักราช ๒๕๔๕ สอบได้หมายเลขที่ ๑๑๑๒

อ้างอิงข้อมูล:
"เรื่องสอบธรรมของสนามหลวงแผนกธรรม"
"เรื่องรหัสพยัญชนะและรหัสเลขในการจัดทำทะเบียนประกาศนียบัตร"


ด้วยสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม กำหนดให้นักเรียนนักธรรมและธรรมศึกษาเข้าสอบวัดความรู้การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ตามหลักสูตรของคณะสงฆ์ พร้อมกันทั่วราชอาณาจักร ในวันและเวลา ดังนี้

เรียนธรรมศึกษา,สอบธรรมศึกษา,เรียนธรรมศึกษาตรี-โท-เอก,สอบธรรมศึกษาตรี-โท-เอก

เพื่อช่วยให้ผู้เรียนและจะสอบธรรมศึกษาชั้นตรี โท เอก ได้เข้าใจหลักการเบื้องต้น และปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ในส่วนของการเรียนการสมัครสอบ เพราะบางท่านมีความสนใจในเรื่องธรรมศึกษาและอยากจะสอบธรรมศึกษา แต่ไม่รู้ว่าจะเรียนและสอบที่ไหน เมื่อไหร่ และทำอย่างไร นี้จึงเป็นคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้เรียน ดังต่อไปนี้

วิธีการเรียนธรรมศึกษา
๑. นักเรียน นิสิต นักศึกษา สามารถสมัครเรียนได้ที่สถานศึกษาที่สังกัดอยู่ หรือศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์
๒. ประชาชนทั่วไป สามารถอ่านศึกษาด้วยตนเองตามหนังสือคู่มือธรรมศึกษาของสนามหลวงแผนกธรรม และสมัครเรียนได้ที่วัด/สำนักเรียน หรือศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ใกล้บ้าน

กรณี: ผู้ที่ไม่ชอบจับหนังสือ แต่ชอบดูผ่านอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ก็สามารถที่จะศึกษาด้วยตนเอง ด้วยการอ่านหาความรู้อินเตอร์เน็ต หรือจากเว็บ www.ธรรมศึกษา.com หรือแล้วแต่จะสะดวก

หนังสือเรียน
ผู้เรียนธรรมศึกษาตรี,โท,เอก หรือครูสอน ควรใช้หนังสือคู่มือธรรมศึกษาของสนามหลวงแผนกธรรม และหนังสือหลักสูตรธรรมศึกษา ฉบับปรับปรุงใหม่ ๒๕๕๗ หลักสูตรใหม่ที่ใช้ในปี ๒๕๕๙ เป็นต้นไป เพื่อประโยชน์ของผู้เรียนเองในการเรียน และการทำข้อสอบธรรมสนามหลวง (หลักสูตรใหม่ดูและดาวโหลดได้ที่เว็บแม่กองธรรมสนามหลวง /www.gongtham.net)

วิธีการสมัครสอบธรรมศึกษา
๑. นักเรียน นิสิต นักศึกษา สามารถสมัครสอบได้ในสถานศึกษาที่สังกัดอยู่
๒. ประชาชนทั่วไปสมัครสอบได้ที่วัด /สำนักเรียนวัด ใกล้บ้าน หรือศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์
๓. การดำเนินการตามข้อ ๑-๒ ต้องดำเนินการภายในเดือนกันยายนของแต่ละปี ทั้งนี้ ท่านที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสมัครเรียนและสมัครสอบธรรมศึกษาได้ที่ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง ที่เว็บ www.gongtham.net

เพิ่มเติมการสมัครสอบ
๑. นักเรียน/นักศึกษา (ที่สังกัดองค์-สถาบันการศึกษา)
ทั้งที่เป็นสนามสอบ (เปิดสอบที่รร./สถาบันนั้น) และไม่ได้เปิดสอบ (ไปสอบร่วม) ก็ให้สมัครสอบภายในสถาบันที่ตนสังกัด โดยปกติทางโรงเรียน/สถาบัน/องค์กรนั้น จะต้องรวบรวมรายชื่อผู้ที่เรียน/สมัครสอบธรรมศึกษาตรี โท เอก แล้วส่งสอบอยู่แล้ว

๒. นักเรียน/นักศึกษา ทั่วๆ ไป (ที่สนใจและหาสมัครสอบเอง)
ก็สามารถติดต่อขอสมัครลงสอบธรรมศึกษาในชั้นที่เรียน “ที่ใกล้บ้าน หรือใกล้ที่ไหนก็ติดต่อสอบถามและสมัครได้ตามอัธยาศัย หรือตามสะดวก”

๓. ประชาชนทั่วไป
ท่านสามารถสมัครสอบได้ตามอัธยาศัย ที่สำนักวัด/เรียน ที่เปิดสอบ “ใกล้บ้านท่าน หรือใกล้ที่ไหนก็ติดต่อสอบถามและสมัครได้ตามอัธยาศัย หรือตามสะดวก”

คำแนะนำสำหรับผู้สมัครสอบ
๑. ตอนเขียนใบสมัคร จะต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวในใบสมัครให้ถูต้องชัดเจน อักขระพยัญชนะถูกต้องและอ่านเข้าใจได้ถูกต้อง เพื่อป้องกันความผิดพลาด ตอนนำข้อมูลของผู้สมัครไปกรอกลงในใบบัญชีต่างๆ นั้นเอง

๒. กรณีที่เขียนสมัครสอบไปแล้ว “แต่อยากมั่นใจว่าตนได้เขียนถูกต้องหรือไม่ หรือชื่อของตนไม่ตกหล่น” ผู้สมัครสอบก็ไปติดต่อขอดูชื่อด้วยตนเองได้ หรือติดต่อสอบถามไปที่สำนักวัด/เรียน ที่ผู้เรียนสมัครลงสอบ
กรณี: หากชื่อ-นามสกุล และอื่นๆ ผิด หรือตกหล่น จะได้แก้ไขและเพิ่มให้ทันเวลา แต่ต้องอยู่ในระยะเวลาที่สามารถเพิ่มและแก้ไขได้ ตามระยะเวลาและวันที่สำนักแม่กองธรรมสนามหลวงกำหนดและประกาศเท่านั้น เพราะหากพ้นวันเวลาดังกล่าวไม่สามรถกระทำได้

๓. การแจ้งขอ-ส่งรายชื่อสมัคร-แก้ไขให้ถูกต้อง นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไป สามารถดำเนินการได้ จนถึงวันที่ ทางสำนักวัด/เรียน/องค์กร ที่เปิดสอบส่งบัญชีผู้ขอเข้าสอบธรรมศึกษาตรี,โท,เอก เข้าสูระบบฐานข้อมูลออนไลน์ของสำนักงานกองธรรมสนามหลวง เช่น
- ตัวอย่าง : ปีพ.ศ. ๒๕๕๙ กำหนดส่ง วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๙ นี้ หากพ้นวันดังกล่าว ไม่สามารถขอ,เพิ่ม,แก้ไขได้

๔. การขอสมัครสอบ และแก้ไขให้ถูกต้อง จะต้องดำเนินการ “อย่างเร็วให้เสร็จภายในเดือนกันยายนของแต่ละปี และ อย่างช้าสุดในเดือนตุลาคม และต้องเสร็จก่อนตามข้อที่ ๓”

การกำหนดวันสอบ
สำนักแม่กองธรรมสนามหลวง จะประกาศกำหนดการสอบสนามหลวง สำหรับนักธรรมและธรรมศึกษาทุกชั้น จะอยู่ใน “ช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนพฤศจิกายนของทุกปี” นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไปจะต้องติดตามฟังวันสอบและสถานที่สอบ และศึกษาระเบียบการสอบจากประกาศของแม่กองธรรมสนามหลวงและต้องปฏิบัติตามระเบียบของสนามหลวงทุกประการ

ข้อปฏิบัติสำหรับผู้เข้าสอบ น.ธ./ธ.ศ
๑. พระภิกษุสามเณร นุ่งห่มผ้าให้เรียบร้อยตามสมณสารูป คฤหัสถ์แต่งกายสุภาพ
๒. ไปถึงสนานสอบก่อนเวลา ๓๐ นาที
๓. ตรวจดูสถานที่สอบ เลขที่สอบ เพื่อความเป็นระเบียบและรวดเร็ว
๔. ก่อนเข้าห้องสอบต้องได้รับอนุญาตจากกรรมการผู้กำกับห้องสอบ
๕. เมื่อเข้าห้องสอบแล้ว นั่งประจำโต๊ะของตน ห้ามนำอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด  
     หนังสือ ย่ามหรือสิ่งอื่นใด เข้าห้องสอบ นอกจากอุปกรณ์เครื่องเขียน
๖. ห้ามขีดเขียนข้อความอื่นลงในใบตอบ นอกจากคำสั่งเกี่ยวกับคำตอบ
๗. ห้ามสูบบุหรี่และกระทำการอื่นใดเป็นการรบกวนผู้สอบอื่น
๘. การออกจากห้องสอบขณะทำการสอบยังไม่แล้วเสร็จ ต้องได้รับอนุญาตจากรรมการผู้กำกับห้องสอบ
๙. เมื่อสอบเสร็จและส่งใบตอบแล้ว ให้ออกจากห้องสอบ
๑๐. ผู้เข้าสอบ ทุกรูป/คน ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง หรือข้อแนะนำอื่นใดที่สั่งการโดยชอบของคณะกรรมการจัดสอบ ธรรมสนามหลวง


****************************
เรียบเรียงข้อมูล: www.ธรรมศึกษา.com
เพิ่มเติมเมื่อ/ 18 สิงหาคม 2559

10 ข้อที่ทำให้เสียคะแนนข้อสอบนักธรรม,สอบนักธรรม,สอบนักธรรมตรี-โท-เอก
นักธรรมบางท่านขาดความละเอียดรอบคอบความเอาใจใส่ในการทำข้อสอบของตัวเอง ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านมานั่งสอบในชั้นเดิมอีกครั้งในปีต่อไปได้เช่นกัน ผู้เรียนนักธรรมทุกชั้นแม้ว่าจะได้เรียนมาแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่แตกต่างกันของนักธรรมคือประสบการณ์การฝึกฝน ความละเอียดรอบคอบ การเอาใจใส่ในเนื้อหาวิชา สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อคะแนนสอบการทำข้อสอบของตัวท่านแน่นอน ดังนั้นบทความนี้จะทำให้ท่านเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำข้อสอบของท่านเสียใหม่ครับ

1. การไม่เขียนโจทย์
การเขียนโจทย์ก่อนทุกครั้งช่วยให้เกิดความสะดวกรวดเร็วต่อการตรวจข้อสอบของกรรมการผู้ตรวจธรรมสนามหลวง และยังบ่งบอกว่าผู้สอบนั้นให้ความสำคัญความเอาใจใส่ละเอียดรอบคอบ(ไม่มักง่าย)

2. ขาดหลักการตอบปัญหา
หลักการตอบปัญหาที่ว่านี้เป็นเทคนิคการเขียนตอบปัญหาที่แสดงให้เห็นว่าท่านมีความรู้ มีภูมิสมกับที่ได้ร่ำเรียนมาตลอดทั้งปี (ศิษย์มีครู) ไม่ใช่คิดอยากจะเขียนก็เขียนไปเลย นอกจากนี้หลักกการตอบปัญหายังสร้างเสน่ห์ ดึงดูดใจผู้อ่านอีกด้วยอ่านเพิ่มเติมที่ เคล็ดลับการตอบปัญหาข้อสอบสนามหลวง นะครับ

3. เขียนเลขอาราบิกลงไปในข้อสอบ
เวลาเขียนตอบปัญหาข้อสอบนักธรรมหากมีตัวเลขด้วยต้องเขียนเลขไทยเท่านั้น (เช่น ๑,,..๙)

4. ใช้ปากกาแดง/ปากกาหมึกซึม
ปากกาแดงห้ามใช้เก็บไว้ในกระเป๋าได้เลย การสอบนักธรรมทุกชั้นทุกวิชาไม่ว่าจะต้องขีดเส้นใต้ ขีดเส้นกั้นหน้ากระดาษ ขีดเส้นใต้คำตอบ ล้วนต้องใช้ปากกาสีน้ำเงินและสีดำได้เท่านั้น

ปากกาหมึกซึมแม้จะเป็นสีน้ำเงินหรือสีดำก็อย่าใช้ (ใช้หมึกธรรมดา) เพราะหากท่านเขียนข้อสอบไป ข้อสอบถูกบรรจุไว้ในซองในกล่องอีกที ทางสนามหลวงไม่ได้ตรวจข้อสอบของท่านทันทีนะครับ ท่านลองคิดสภาพดูนะครับว่าข้อสอบที่อยู่ในซองนานๆ อะไรจะเกิดขึ้น แนะนำอย่าใช้ดีกว่าครับ

5. ไม่ขีดเส้นกั้นหน้ากระดาษ
การขีดเส้นกั้นหน้ากระดาษช่วยให้มีความชัดเจนของข้อสอบ ดูง่าย อ่านง่าย ไม่สับสนและยังส่อว่าเป็นผู้ที่มีความเรียบร้อย ยิ่งถ้าหากใครลายมือไม่สวย อ่านยากอยู่แล้วก็ควรจะทำให้ใบกระดาษคำตอบของตัวเองมีความเรียบร้อยดูดี อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ตรวจข้อสอบดีกว่าครับ

6. เขียนตอบสลับข้อ/ตอบไม่หมดข้อ
แนะนำว่าการทำข้อสอบทุกครั้งยกเว้นวิชากระทู้ ผู้สอบจะต้องเขียนตอบไปทีละข้ออย่าสลับข้อเด็ดขาด คือต้องเรียงข้อตั้งแต่ข้อ1 ถึง ข้อ10 ไม่ใช่ตัวเองทำข้อไหนได้ก่อนหรืออยากเขียนข้อไหนก่อนก็เอาข้อนั้นมาเขียนก่อนแบบนี้ผิดนะครับ

กรณีหากยังทำข้อไหนไม่ได้ให้เผื่อเส้นบรรทัดไว้พอเขียนตอบได้หมด แล้วค่อยทำข้ออื่นก่อนก็ได้ แต่ต้องเรียงข้อเช่นเดิม

ตอบไม่หมด หมายถึง ข้อสอบในข้อนั้นถามกี่คำถาม ต้องการให้ตอบส่วนไหนบ้าง ให้ดูดีๆ แล้วค่อยเขียนตอบไปตามลำดับ ให้อ่านดูโจทย์ดีๆ ก่อนเขียน ยกตัวอย่าง

โจทย์: รากเหง้าของอกุศลเรียกว่าอะไร?  มีอะไรบ้าง?  เพราะเหตุใดจึงควรละเสีย?

จากโจทย์ด้านบนในข้อนี้มีอยู่ 3 คำถาม หรือ 3 ส่วนที่ต้องเขียนตอบไป ให้สังเกตเครื่อง ( ? ) บ้างข้ออาจจะไม่มีเครื่องหมายบอกแต่เป็นคำถามให้เราตอบก็ต้องเขียนตอบไปให้หมด ควรอ่านโจทย์ให้เข้าใจก่อนเขียนทุกครั้ง และต้องเขียนตอบแบบทวนคำถามทุกครั้ง

7. เขียนข้อ/วรรคตอน/ไม่ต้องถูกต้อง
การเขียนข้อและวรรคตอนที่ไม่ถูกต้องมีผลต่อคะแนนสอบของท่านแน่นอน เพราะบางรูปเล่นเขียนคำตอบติดกันยาวเลย ไม่มีวรรค มีข้อ มีตอนให้ดูง่ายๆ ย่อมสร้างความหงุดหงิดให้ผู้ตรวจข้อสอบแน่นอน ฉะนั้นอย่าทำภาระให้ท่านเหล่านั้นเลย

8. ลายมืออ่านยาก
ถ้าหารู้ตัวว่าลายมือไม่สวยอยู่แล้ว ก็พยายามเขียนให้อ่านง่ายๆ สบายตา อักขระถูกต้องชัดเจน ตัวหนังสือเสม่ำเสมอ อย่าเขียนเล่นหาง และที่สำคัญดูแล้วต้องสะอาดตา

9. ตัวสะกดการันต์ผิด
การเขียนตัวสะกดการันต์ผิด โดยเฉพาะน้องเณรเขียนผิดบ่อย เช่นเขียนศัพท์ธรรมผิด ใส่การันต์ผิด เขียนภาษาไทยตกบ้าง หากจำเป็นต้องผิดจริงๆ ต้องให้ผิดน้อยที่สุดครับ เพราะมีผลต่อคะแนนของเรา

10. สกปรกเลาะเทอะ
กรณีที่ใบคำตอบของท่านสกปรกมากเกินไป เช่น มีลอยขีด ลอยลิขิต หรืออื่นๆ ดูแล้วไม่สวย ไม่สะอาดตา แนะนำให้ท่านเขียนแผ่นใหม่เลย เพื่อความสะอาดของใบคำตอบท่านเอง

อีกอย่างไม่ต้องคิดประหยัดกระดาษ เขียนหมดขอแผ่นใหม่ได้ เขียนให้เต็มที่ แสดงภูมิความรู้ให้เต็มที่ ให้สมกับที่ได้เรียนมาตลอดทั้งปี เพราะปีหนึ่งมีสอบแค่ครั้งเดียว เอาให้สอบได้ปีละชั้น จะได้ไม่ต้องมานั่งซ้ำซากเรียนชั้นเดิมอีก นอกเสียจากเป็นความรักส่วนตัว^^

แน่นอนว่าผู้เรียนนักธรรมย่อมมีความรู้มากน้อยแตกต่างกันไปแต่ละรูปแต่ละท่าน และสามารถเรียนรู้ให้ทันกันได้ แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือประสบการณ์ การเขียน การตอบปัญหา สำนวนที่ใช้ รวมถึงหลักการ เทคนิคต่างๆ รวมถึงเหตุผลเบื้องต้นที่กล่าวมาล้วนเกิดจากการที่ผู้เรียนฝึกฝนทำบ่อยๆ เท่านั้น และยังบ่งบอกว่าตัวเราเองเป็นศิษย์มีครู

<h1>สอบนักธรรมตรี-โท-เอก ต้องเขียนโจทย์หรือไม่</h1>

สอบนักธรรมต้องเขียนโจทย์หรือไม่

ประเด็นนี้ความจริงเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก แต่ก็ต้องใส่ใจ เพราะแต่ละสำนักเรียน หรือในวัดที่สั่งสอนกันเอง ก็ยังหาความเป็นอันเดียวกันไม่ได้ ที่จะต้องยึดใช้กันทั่วไปแบบเดียวกัน เพราะครูอาจารย์ที่สอนนักธรรมบ้างท่านก็แนะนำบอกให้เขียนโจทย์ด้วย บ้างท่านก็บอกว่าไม่ต้องเขียนให้เขียนคำตอบไปเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงมีคำว่า “ต้องใส่ใจ


คำถามว่า ใส่ใจอะไร
เราต้องใส่ใจว่า จะเอายังไงกันแน่ “จะเขียนหรือไม่ต้องเขียนโจทย์มันนั่นนะ หรือว่าใครจะเขียนก็เขียนไป ใครไม่อยากเขียนก็ไม่ต้องเขียน หรือ สำนักเรียนไหนสนามสอบไหนจะให้เขียนโจทย์ก่อนก็บอกไป ไม่ต้องเขียนโจทย์ก็บอกไป แบบนี้หรือ

บางทีสนามสอบเดียวกัน ยังปฏิบัติไม่เหมือนกันก็มี ครูอาจารย์บางท่านแนะนำให้ศิษย์เป็นคนละเอียด มีระเบียบ ไม่ให้มักง่าย ให้เห็นความสำคัญ ท่านก็สั่งสอนนักเรียนให้เขียนโจทย์ด้วย แต่เวลาสอบ ท่านที่มาคุมสอบก็ประกาศบอกออกไมค์ให้นักเรียนผู้สอบฟังว่าไม่ต้องเขียนโจทย์นะ ให้เขียนคำตอบไปเลย ตรงนี้ทำให้ครูอาจารย์ที่ท่านสอนศิษย์เสียเครดิตเลยนะ “ฝากไว้ให้คิด” เราถึงต้องใส่ใจ


เขียนโจทย์แล้วดียังไง
ก็ต้องบอกว่า “ดีมาก และก็ดีมากๆ ด้วย” เพราะไม่มักง่ายชอบง่ายๆ แต่มีความละเอียด มีระเบียบมีขั้นตอนที่ถูกต้อง "ผู้สอบบ้างท่านเขียนโจทย์ด้วยแต่ตอบไม่ถูก กรรมการตรวจข้อสอบก็ยังถวายคะแนนค่าน้ำหมึกเพราะเห็นความสำคัญของการเขียนโจทย์" ตรงกันข้ามถ้าไม่เขียนโจทย์ดันตอบปัญหาก็ไม่ถูกอีก เขาจะหาความดีที่ไหนมาถวายคะแนนให้ ใช่ไหม?

ลองคิดเป็นกุศลความดีแบบนี้สิ ขนาดพระจะเทศน์ยังต้องมีให้ศีลรับศีลกันก่อน ขนาดจะสวดมนต์ยังต้องกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยก่อน แม้แต่สอบธรรมสนามหลวงยังต้องรับฟังคำปราศรัยของแม่กองธรรมสนามหลวงก่อน เพื่อสิ่งดีงามเป็นระเบียบเรียบร้อย ฉันใด การสอบนักธรรมตรี โท เอก ก็ต้องเขียนโจทย์ปัญหาก่อนด้วย ฉันนั้น "รับรองว่าดีกว่าไม่เขียนแน่นอน"


ไม่เขียนโจทย์ดียังไง
ไม่เขียนโจทย์ก็ดี คือ “เร็วดี ง่ายดี ไม่เขียนโจทย์ก็ไม่ผิดนะแต่เวลาเขียนตอบผู้สอบควรจะเขียนตอบแบบทวนคำถามทุกข้อ (แนะนำ) เพราะว่าเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าผู้สอบตอบคำถามข้อนั้น ตามข้อเรียงลำดับข้อ ๑ ถึง ๑๐ และเพื่อให้ผู้ตรวจข้อสอบได้เข้าใจง่ายๆ  “ไม่งั้นผู้ตรวจก็ต้องถามหาโจทย์เช่นเดิม ว่าข้อนี้ถามอะไร


กฎสนามหลวงบอกไว้หรือไม่
ใน “เรื่องวิธีปฏิบัติในการสอบธรรมสนามหลวง, ระเบียบปฏิบัติ, การเขียนตอบ, การตรวจ, การให้คะแนน” ยังไม่พบคำที่ระบุว่า “เขียนโจทย์ และ ไม่เขียน” ตรงนี้คิดว่าคงอาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญมากนักถึงไม่ระบุชัดๆ ไป เพียงแต่บอกว่า “ต้องเขียนด้วยหมึกสีดา สีน้าเงิน หรือดินสอเท่านั้น และตอบเรียงข้อไปตามลาดับ” และหวังว่าต่อไปจะมีในระเบียบการสอบธรรมสนามลวงเป็นคำที่ระบุไว้จริงๆ ในประเด็นนี้


สรุปแล้ว “เขียน หรือ ไม่ต้องเขียน”
ผู้เขียนบทความจึงขอสรุปประเด็นในหัวข้อเรื่องนี้ว่า

๑. เขียนโจทย์ก่อน เวลาเขียนตอบไม่ต้องเขียนตอบแบบทวนคำถามก็ได้ เพราะมีโจทย์ชัดเจนแล้ว แต่ถ้าเขียนตอบแบบทวนคำถามด้วยก็ยิ่งดี ยิ่งเข้าใจง่าย ยิ่งเพิ่มความสะดวกให้ผู้ตรวจข้อสอบด้วย

๒. ไม่ต้องเขียนโจทย์ เวลาเขียนตอบก็ควรจะเขียนตอบแบบทวนคำถามทุกข้อ เพื่อไม่สร้างความยุ่งยาก เข้าใจยาก ให้แก่ผู้ตรวจข้อสอบนั้นเอง

สุดท้าย ผู้เรียนผู้สอบครูสอนคงจะได้แนวคิด และฝากไว้ให้คิด ว่าเราควรทำแบบไหนหรือจะทำอย่างไร เพราะว่า “สิ่งไหนดี เป็นตัวอย่างที่ดี เราควรจะแนะนำกันมิใช่หรือ”


<h1>สอบนักธรรมต้องเขียนโจทย์,โจทย์ปัญหานักธรรม,ปัญหาสนามหลวง</h1>

วิชากระทู้,กระทู้ธรรม,แต่งกระทู้,เรียงความแก้กระทู้ธรรม
เรียงความกระทู้ธรรมที่ได้คะแนนน้อยนั้น ส่วนมากจะมีข้อบกพร่องต่างๆ หลายประการ เช่น อธิบายเนื้อความของกระทู้ธรรมผิดจากความมุ่งหมายของกระทู้ธรรมนั้นบ้าง อธิบายความสับสวนวกไปวนมาไม่มีสรุป ใช้ภาษาเขียนไม่ถูกต้องและใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม นอกจากนั้นแล้วยังมีข้อบกพร่องซึ่งประกอบด้วยลักษณะต่างๆ ที่ทำให้ได้คะแนนน้อย ดังนี้

๑. ไม่อ้างกระทู้ธรรมมาเชื่อมข้อความที่แต่ง หรือไม่มีกระทู้รับ
การที่เขียนอธิบายแค่กระทู้ธรรมบทตั้งแล้วก็ก็จบ โดยที่ผู้เขียนไม่นำสุภาษิตบทเชื่อม (ที่ท่องไว้) มาเขียนเชื่อมอธิบายไปจนจบรูปแบบการเขียนเรียงความ ในวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรมนั้นเอง

๒. อธิบายความไม่สมเหตุสมผลกับกระทู้ธรรมที่ตั้งไว้
แต่งอธิบายให้มีเหตุผลรับกันของกระทู้รับ (สุภาษิตเชื่อม) กับกระทู้ธรรมที่ตั้งไว้ (สุภาษิตบทตั้ง) และจะต้องมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความมุ่งหมายเพียงอย่างเดียว คือจะต้องอธิบายเนื้อความให้อยู่ในขอบข่ายของหัวเรื่องที่ได้ตั้งเอาไว้ ไม่นำเรื่องอื่นมาพูด หากมีความจำเป็นก็ต้องเลือกเรื่องที่มีความเกี่ยวข้อง หรือทำให้เรื่องเดิมเด่นชัดยิ่งขึ้น

ดังนั้น ผู้เขียนจำเป็นจะต้องศึกษาหาความรู้ในเนื้อหาเป็นอย่างดี (ศึกษาคำแปลสุภาษิตนั้นๆ หรือที่ท่องไว้ให้เข้าใจชัดเจน และอธิบายความได้) และนำเสนอตามลำดับขั้นตอนให้ต่อเนื่องเป็นเหตุเป็นผลกันไปตั้งแต่ต้นจนจบ กล่าวคือ ใจความของเรียงความนั้น จะต้องเกี่ยวโยงประดุจลูกโซ่... นั้นเอง

๓. เขียนข้อความโดยไม่มีเว้นวรรคตอน หรือเว้นระยะวรรคตอนไม่ถูกต้อง
ในการเขียนเรียงความกระทู้ธรรม จะต้องเว้นช่องว่างระหว่างคำ ข้อความหรือประโยคให้ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะจะทำให้ข้อเขียนนั้นมีความถูกต้อง แจ่มแจ้ง ชัดเจน และอ่านได้ตรงตามความต้องการของผู้เขียน และผู้อ่านก็เข้าใจในเนื้อหาเรื่องที่เขียนด้วย

๔. เขียนข้อความโดยไม่มีย่อหน้าหรือย่อหน้าตามความพอใจ โดยยังไม่ทันสิ้นกระแสความ
ก่อนที่จะย่อหน้าแต่ละย่อหน้า จะต้องให้สิ้นกระแสความเสียก่อน จะย่อหน้าตามความพอใจของตัวเองไม่ได้ ส่วนการจัดวรรคตอนนั้น ให้ดูความเหมาะสมระหว่างเนื้อความซึ้งเป็นคำบ้าง เป็นวลีบ้าง เป็นประโยคบ้าง

๕. นำกระทู้ธรรมมาเชื่อม โดยไม่อ้างถึงข้อความของกระทู้นั้นก่อน
ก่อนจะขึ้นกระทู้ธรรมบทเชื่อม (นำสุภาษิตบทอื่นมาเชื่อม) จะต้องอ้างถึงหรือเขียนอธิบายให้สอดรับกันระหว่างสุภาษิตก่อนและสุภาษิตหลัง

๖. ไม่บอกชื่อคัมภีร์ที่มาของสุภาษิตเชื่อม หรือบอกชื่อคัมภีร์ผิดพลาด
ก่อนนำสุภาษิตบทเชื่อม (ที่ท่องไว้) มาเขียนเชื่อมจะต้องบอกคัมภีร์ที่มาของสุภาษิตนั้นก่อนเสมอ ซึ่งการบอกชื่อคัมภีร์ที่มาสุภาษิตเชื่อม จะปรากฏอยู่ตรง สมดังสุภาษิตที่มาใน...........................ว่า

๗. เขียนคำบาลีและคำภาษาไทยไม่ถูกต้องหรือขาดตกบกพร่อง
การเขียนสุภาษิตคำบาลี ต้องเขียนอักขระให้ถูกต้อง ใส่จุดพินทุ นิคหิตให้ถูกต้อง เว้นวรรคให้ถูกต้อง และคำแปลภาษาไทยก็ต้องถูกต้องไม่ขาดตกบกพร่อง

๘. เขียนตัวสะกด การันต์ ผิดพลาด
การเขียนคำศัพท์ผิด เช่น สังสรรค์ แต่เขียน “สังสรร”  หรือคำว่า อานิสงส์ แต่เขียน “อานิสงฆ์”  หรือ คำว่า ใกล้ แต่เขียน “ใก้ล” เป็นต้น

๙. เขียนหนังสือสกปรก โดยมีการขีดฆ่า ขูดลบ ปรากฏอยู่ทั่วไป
หากใบตอบกระทู้ธรรมของนักเรียนสกปรก เช่น มีรอยลบจากลิขิต รอยขีดฆ่า ขูดลบ หรืออื่นๆ แนะนำให้เขียนลงในใบตอบกระดาษแผ่นใหม่ และลายมือควรจะอ่านง่าย สวยงาม เรียบร้อย ดูสะอาดตา ตัวหนังสือก็ควรสูงหรือต่ำสม่ำเสมอกัน (ให้เขียนตัวเต็มครึ่งบรรทัด)

สรุป การเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรมที่ดี ทำให้ได้คะแนนมาก ต้องไม่มีข้อบกพร่องทั้ง ๙ ข้อนี้

Author Name

ฟอร์มรายชื่อติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *

ขับเคลื่อนโดย Blogger.