กรรมบถ กระทู้ธรรม กระทู้ธรรมตรี กระทู้ธรรมโท กระทู้ธรรมเอก กลอนเอตทัคคะ การท่องจำ การสอบ การให้คะแนน กุศลพิธี เก็งข้อสอบชั้นตรี เก็งข้อสอบชั้นโท เก็งข้อสอบชั้นเอก เก็งข้อสอบ ธ.ศ.ตรี เก็งข้อสอบ ธ.ศ.โท เก็งข้อสอบ ธ.ศ.เอก เก็งข้อสอบ น.ธ.ตรี เก็งข้อสอบ น.ธ.โท เก็งข้อสอบ น.ธ.เอก เก็งข้อสอบนักธรรมตรี เก็งข้อสอบนักธรรมโท เก็งข้อสอบนักธรรมเอก เก็งนักธรรมตรี-โท-เอก ข้อสอบ ข้อสอบธรรมศึกษาตรี ข้อสอบธรรมศึกษาโท ข้อสอบธรรมศึกษาเอก ข้อสอบธรรมสนามหลวง ข้อสอบ ธ.ศ. ข้อสอบ น.ธ. เขียนกระทู้ เขียนโจทย์ ความหมายกระทู้ธรรม คิหิปฏิบัติ โครสร้างกระทู้ธรรม ชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก ตรี ตัวอย่างการแต่งกระทู้ในใบตอบสนามหลวง แต่งกระทู้ ทริคกระทู้ ทานพิธี ธรรมศึกษา ธรรมศึกษาคืออะไร ธรรมศึกษาชั้นตรี ธรรมศึกษาชั้นโท ธรรมศึกษาชั้นเอก นักธรรม แนะนำ บทความธรรมศึกษา บุญพิธี ปกศ ธ.ศ. ปกศ น.ธ. ปกิณกพิธี ประโยคสำนวนที่ออกสอบ ประวัติธรรมศึกษา ผลสอบ ๒๕๕๖ ผลสอบธรรมสนามหลวง ผู้เขียนเว็บ พระกังขาเรวตะ พระกาฬุทายี พระกุมารกัสสปะ พระโกณฑธานะ พระขทิรวนิยเรวตะ พระจูฬปันถกะ พระนันทกะ พระนันทะ พระปิณโฑลภารทวาชะ พระปิลินทวัจฉะ พระปุณณมันตานีบุตร พระพากุละ พระพาหิยทารุจีริยะ พระภัททิยะ พระมหากัจจายนเถระ พระมหากัปปินะ พระมหากัสสปะ พระมหาโกฏฐิตะ พระมหาปันถกะ พระโมคคัลลานะ พระโมฆราช พระรัฐบาล พระราธะ พระราหุล พระลกุณฎกภัททิยะ พระวักกลิ พระวังคีสะ พระสาคตะ พระสารีบุตร พระสีวลี พระสุภูติ พระโสณกุฎิกัณณะ พระโสณโกฬิวิสะ พระโสภิตะ พระอนุรุทธะ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระอานนท์ พระอุบาลี พระอุปเสนะ พระอุรุเวลกัสสปะ พุทธประวัติ พุทธศาสนสุภาษิตชั้นตรี พุทธศาสนสุภาษิตชั้นโท พุทธศาสนสุภาษิตชั้นเอก เรียนธรรมศึกษา เลขใบประกาศนียบัตร วันแม่แห่งชาติ วันสอบธรรมสนามหลวง59 วันสอบสนามหลวง วันอาสาฬหบูชา วิชากรรมบถชั้นเอก วิชากระทู้ธรรมชั้นตรี วิชากระทู้ธรรมชั้นโท วิชากระทู้ธรรมชั้นเอก วิชาธรรมวิจารณ์ชั้นเอก วิชาธรรมวิภาคชั้นตรี วิชาธรรมวิภาคชั้นโท วิชาเบญจศีลเบญจธรรมชั้นตรี วิชาพุทธประวัติชั้นตรี วิชาพุทธานุทธประวัติชั้นเอก วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นตรี วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นโท วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นเอก วิชาอนุพุทธประวัติชั้นโท วิชาอุโบสถศีลชั้นโท วิธีตรวจกระทู้ธรรม วิธีเรียนธรรมศึกษา วิธีสมัครสอบ ศาสนพิธี ศาสนพิธีชั้นตรี ศาสนพิธีชั้นโท สถิติข้อสอบ สถิติข้อสอบกระทู้ธรรม สนามสอบในต่างประเทศ สนามสอบแผนกธรรม สอบนักธรรม สอบนักธรรมตรี2557 สารบัญเรียนธรรมศึกษา สุภาษิต หนังสือเรียนชั้นตรี หนังสือเรียนชั้นโท หนังสือเรียนชั้นเอก หลักสูตรเรียน หลักสูตรเรียนธรรมตรี หลักสูตรเรียนธรรมโท หลักสูตรเรียนธรรมเอก Book Like Scoring

<h1>นิพพิทา ความเบื่อหน่าย</h1>
บทอุทเทสว่า
เอถ  ปสฺสถิมํ  โลกํจิตฺตํ ราชรถูปมํ
ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโค วิชานตํ
สูทั้งหลาย จงมาดูโลกนี้อันตระการดุจราชรถ
ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่พวกผู้รู้หาข้องอยู่
โลกวัคค ธัมมบท

เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา
ผู้ใดจักระวังจิต ผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร
จิตตวัคค ธัมมบท

โลกมี ๒ อย่าง
๑. โดยตรง ได้แก่ แผ่นดินเป็นที่อาศัย
๒. โดยอ้อม ได้แก่ สัตว์ผู้อาศัย
ในโลกทั้ง ๒ นี้มีสิ่งต่างๆ อยู่ ๓ อย่าง คือ
๑. สิ่งอันให้โทษโดยส่วนเดียว เปรียบด้วยยาพิษ
๒. สิ่งอันให้โทษในเมื่อเกินพอดี เปรียบด้วยของมึนเมา
๓. สิ่งอันเป็นอุปการะ เปรียบด้วยอาหารและเภสัช แต่ใช้ในทางผิดอาจให้โทษก็ได้
    
ผู้หมกอยู่ในโลก คือ คนผู้ไร้พิจารณ์ ไม่หยั่งเห็นโลกโดยถ่องแท้
อาการที่หมกอยู่ในโลก ๓ อย่าง คือ
๑. เพลิดเพลินในสิ่งอันให้โทษ
๒. ระเริงจนเกินพอดีในสิ่งอันอาจให้โทษ
๓. ติดในสิ่งเป็นอุปการะ

โทษของการหมกอยู่ในโลก
ผู้หมกอยู่ในโลกย่อมได้เสวยทุกข์บ้าง สุขบ้าง อันสิ่งนั้นๆ พึงอำนวย แม้สุขก็เป็นเพียงสามิส คือ มีเหยื่อเจือด้วยของล่อใจเป็นเหตุแห่งความติด ดุจเหยื่อ คือ มังสะอันเบ็ดเกี่ยวไว้ เป็นผู้อันจะพึงจูงไปได้ตามปรารถนา
ผู้ไม่ข้องอยู่ในโลก คือบัณฑิตผู้พิจารณาเห็นความเป็นจริงแห่งสิ่งนั้นๆ ว่าฉันไรแล้ว ไม่ข้อง ไม่พัวพันในสิ่งอันล่อใจ ใครๆ ไม่อาจยั่วให้ติดด้วยประการใดประการหนึ่งย่อมเป็นอิสระแก่ตน
สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสชวนพุทธบริษัทให้มาดูโลก มิใช่เพื่อให้หลงชม ดุจดูละคร เห็นแก่สนุก แต่เพื่อให้หยั่งเห็นซึ้งลงไปถึงคุณและโทษแห่งสิ่งนั้นๆ จะได้ไม่ตื่นเต้นไม่ติดในสิ่งนั้นๆ
ผู้พ้นจากบ่วงแห่งมาร คือ ผู้สำรวมจิตไว้อยู่ ไม่ปล่อยให้เพลิดเพลิน ระเริงพัวพันในสิ่งอันล่อใจ

อาการสำรวจจิต มี ๓ ประการ
๑. สำรวมอินทรีย์  มิให้ความยินดีครอบงำในเมื่อเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฎฐัพพะอันน่าปรารถนา(อินทรียสังวรศีล)
๒. มนสิการกัมมัฎฐาน อันเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ คือ อสุภะและกายคตาสติ หรือ(กัมมัฏฐาน) อันยังจิตให้สลด คือ มรณสติ (สมถกัมมัฏฐาน)
๓. เจริญวิปัสสนา คือ พิจารณาสังขารแยกออกเป็นขันธ์ สันนิษฐานเห็นเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา(วิปัสสนากัมมัฏฐาน)

มารและบ่วงแห่งมาร
มาร คือโทษที่ล้างผลาญคุณความดีและทำให้เสียคน ได้แก่ กิเลสกาม คือเจตสิก (สิ่งที่เกิดภายในใจ) อันเศร้าหมอง ชักให้ใคร่ ให้รัก ให้อยากได้ กล่าวคือ ตัณหา ความทะยานอยาก ราคะ ความกำหนัด อรติ ความขึ้งเคียด เป็นอาทิ 
บ่วงแห่งมาร คือ อารมณ์เครื่องผูกจิตให้ติดแห่งมาร  เหมือนมังสะอันเบ็ดเกี่ยวไว้ เป็นเหตุให้ปลามากินแล้วถูกเบ็ดเกี่ยวให้ติดอยู่ ได้แก่ วัตถุกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ อันเป็นของน่าชอบใจ

 ปฏิปทาแห่งนิพพิทา
          อุทเทส
สพฺเพ  สงฺขารา  อนิจฺจาติ
สพฺเพ  สงฺขารา  ทุกฺขาติ
สพฺเพ  ธมฺมา  อนตฺตาติ  ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
อถ  นิพฺพินฺทติ  ทุกฺเข  เอส  มคฺโค  วิสุทฺธิยา
เมื่อใด เห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้น
ย่อมหน่ายในทุกข์ นั่นทางแห่งวิสุทธิ
                                    มัคควัคค ธัมมบท

สังขาร ในพระพุทธพจน์นี้ ได้แก่ ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(มีความหมายว่า ถูกปัจจัย คือ กรรม จิต อุตุ อาหาร ปรุงแต่ง)
สังขารในเบญจขันธ์ ได้แก่ อารมณ์อันเกิดกับจิต เช่น รัก ชัง วิตก วิจาร เป็นต้น (มีความหมายว่า เครื่องปรุงจิต)

สังขารมีลักษณะเสมอกันเป็น ๓  คือ
๑. อนิจจตา  ความไม่เที่ยง
๒. ทุกขตา  ความเป็นทุกข์
๓. อนัตตตา  ความเป็นอนัตตา

อนิจจตา ความไม่เที่ยง กำหนดรู้ได้ ๓ ทาง
๑. ความเกิดขึ้นในเบื้องต้น  และความสิ้นไปในเบื้องปลาย ได้ในบาลีว่า
อนิจฺจา วต  สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน
อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ...
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความสิ้นไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป

๒. ความแปรในระหว่างเกิดและดับ ได้ในบาลีว่า
อจฺเจนฺติ กาลา  ตรยนฺติ รตฺติโย
วโยคุณา อนุปุพฺพํ  ชหนฺติ.
กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป

ระยะเวลาในระหว่างเกิดและดับ เรียกว่า วัย  แบ่งออกเป็น ๓ คือ
๑. ปฐมวัย     ระยะเวลาไม่เกิน ๒๕ ปี
๒. มัชฌิมวัย  ระยะเวลาอยู่ใน ๕๐ ปี
๓. ปัจฉิมวัย   ระยะเวลาพ้น ๕๐ ปี ออกไปจนตลอดอายุ
ความแปรแห่งสังขารผ่านวัยทั้ง ๓ นั้นเปรียบด้วยเดินข้ามสะพานสูงขึ้น (ปฐมวัย) แล้วราบ (มัชฌิมวัย) แล้วต่ำลงๆ  (ปัจฉิมวัย)         

๓. ความแปรแห่งสังขารในชั่วขณะหนึ่งๆ คือ ไม่คงที่อยู่นาน เพียงในระยะกาลนิดเดียวก็แปรแล้ว ได้ในคาถามาในวิสุทธิมรรค ว่า
ชีวิตํ  อตฺตภาโว จ  สุขทุกฺขา จ  เกวลา
เอกจิตฺตสมา ยุตฺตา  ลหุโส  วตฺตเต  ขโณ
ชีวิต อัตตภาพ และสุขทุกข์ทั้งมวลประกอบกัน เป็นธรรมเสมอด้วยจิตดวงเดียว ขณะย่อมเป็นไปพลัน ความแปรเร็วอย่างนี้ ย่อมกำหนดเห็นชัดในนามกาย (จิตใจ) เช่น บางขณะนึกอารมณ์อย่างนั้น บางขณะนึกอารมณ์อย่างนี้ บางขณะสุข บางขณะทุกข์ เป็นต้น

สรุปอนิจจลักษณะแห่งสังขาร
ความเกิดแล้วดับ  และความแปรในระหว่างแห่งสังขารดังกล่าวมา สรุปเข้าในบาลีว่า
อุปฺปชฺชติ  เจว  เวติ  จ อญฺญถา จ ภวติ
ย่อมเกิดขึ้นด้วยเทียว ย่อมเสื่อมสิ้นด้วย ย่อมเป็นอย่างอื่นด้วย นี้เป็น อนิจจลักษณะ คือ เครื่องกำหนดว่าไม่เที่ยงแห่งสังขาร

อนิจจลักษณะได้ในสังขาร ๒
อนิจจลักษณะนี้ย่อมได้ทั้งในอุปาทินนกะ คือ สังขารมีใจครอง ทั้งในอนุปาทินนกะ คือ สังขารไม่มีใจครอง

ทุกฺขตา ความเป็นทุกข์แห่งสังขาร ย่อมกำหนดเห็นด้วยทุกข์อย่างนี้
๑. สภาวทุกข์  ทุกข์ประจำสังขาร คือ ชาติ ชรา มรณะ
๒. ปกิณณกทุกข์ ทุกข์จร คือ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส  อุปายาส
๓. นิพัทธทุกข์ ทุกข์เนืองนิตย์ หรือทุกข์เป็นเจ้าเรือน ได้แก่ หนาว ร้อน หิว ระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ
๔. พยาธิทุกข์ หรือทุกขเวทนา มีประเภทต่างๆ ตามสมุฏฐาน คือ อวัยวะอันเป็นเจ้าการ ไม่ทำหน้าที่โดยปกติ
๕. สันตาปทุกข์ ทุกข์คือความร้อนรุ่ม ได้แก่ ความกระวนกระวายเพราะถูกไฟ คือ กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ  เผา
๖. วิปากทุกข์ หรือผลกรรม ได้แก่ วิปฏิสาร คือความร้อน การเสวยกรรมกรณ์ คือ การถูกลงอาชญา ความฉิบหาย ความตกยาก และความตกอบาย
๗. สหคตทุกข์ ทุกข์ไปด้วยกัน  หรือ ทุกข์กำกับกัน ได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ความวิตกกังวลกับลาภเป็นต้นนั้น
๘. อาหารปริเยฎฐิทุกข์ คือ ทุกข์ในการหากิน ได้แก่ อาชีวทุกข์ ทุกข์เนื่องด้วยการเลี้ยงชีวิต
๙. วิวาทมูลกทุกข์ คือ ทุกข์มีวิวาทเป็นมูล ได้แก่ ความไม่โปร่ง ความกลัวแพ้ ความหวั่นหวาด มีเนื่องมาจากทะเลาะกันก็ดี สู้คดีกันก็ดี รบกันก็ดี
๑๐. ทุกขขันธ์  หรือทุกข์รวบยอด หมายเอาสังขาร คือ ประชุมเป็นปัญจขันธ์นั่นเอง
การพิจารณาเห็นสังขารว่าเป็นทุกข์เต็มที่  อันจะนำไปสู่นิพพิทา ความหน่ายในสังขาร คือการเห็นทุกขขันธ์นี้ ส่วนทุกข์หมวดอื่นพอเป็นเครื่องกำหนดเห็นสังขารว่าเป็นทุกข์เท่านั้น

การรู้จักใช้ญาณกำหนดเห็นทุกข์อย่างละเอียด (แม้) ที่โลกเห็นว่าเป็นสุข มีสหคตทุกข์เป็นนิทัศนะ ได้ในบาลีว่า
ทุกฺขเมว หิ สมฺโภติ  ทุกฺขํ  ติฏฐติ เวติ จ
นาญฺญตฺร ทุกฺขา สมฺโภติ นาญฺญตฺร ทุกฺขา นิรุชฺฌติ
ก็ทุกข์นั่นแลย่อมเกิดขึ้น  ทุกข์ย่อมตั้งอยู่  ย่อมเสื่อมสิ้นไปด้วย จากทุกข์หาอะไรเกิดมิได้  นอกจากทุกข์หาอะไรดับมิได้

บาลีนี้ เพ่งทุกข์หมวด ๑๐ นี้ ท่านจัดความเป็นสภาพถูกความเกิด และความสิ้นบีบคั้นเป็นทุกขลักษณะ เครื่องกำหนดว่า เป็นทุกข์แห่งสังขาร

เมื่อเพ่งถึงสภาพที่ถูกความเกิด และความสิ้นบีบคั้น  เป็นทุกขลักษณะ ดังนั้น ทุกขลักษณะจึงได้ในสังขารทั้ง ๒ คือ อุปาทินนกสังขารและอนุปาทินนกสังขาร

อนตฺตตา ความเป็นอนัตตาแห่งสังขาร พึงกำหนดรู้ด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ คือ
๑. ด้วยไม่อยู่ในอำนาจ หรือ ฝืนความปรารถนา ชีวิตไม่ได้อย่างใจหวังเสมอไป
๒. ด้วยแย้งต่ออัตตา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า อัตตาที่ลัทธิอื่นบัญญัตินั้นไม่มี
๓. ด้วยความเป็นสภาพหาเจ้าของมิได้ ไม่มีใครมีสิทธิในอะไรที่แท้จริง
๔. ด้วยความเป็นสภาพสูญ เป็นภาพลวงตา เหมือนพยับแดด หรือ รถ เรือน  เป็นต้น
๕. ด้วยความเป็นสภาวธรรมเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีผู้สร้างหรืออำนาจดลบันดาลใดๆ ทั้งสิ้น

อนัตตลักษณะ เครื่องหมายของความเป็นอนัตตาแห่งสังขาร  มติค้านอัตตาของลัทธิอื่นที่เชื่อความเวียนเกิดว่า ในรูปกายนี้มีอัตตาสิงอยู่ เป็นผู้คิด เป็นผู้เสวยเวทนา และสำเร็จอาการอย่างอื่นอีก

มติฝ่ายพระพุทธศาสนาแย้งว่า ไม่มีอัตตาอย่างนั้น เป็นแต่สภาวธรรมเกิดขึ้นเพราะเหตุ สิ้นเพราะสิ้นเหตุ ดังแสดงในบาลีว่า
เย  ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต
เตสญจ โย นิโรโธ จ เอวํวาที  มหาสมโณ
ธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรม และตรัสความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะตรัสอย่างนี้

และมติฝ่ายพระพุทธศาสนา แสดงความเกิดแห่งธรรมเนื่องกันเป็นสายดังแสดงความเกิดแห่งวิถีจิตว่า อาศัยอายตนะภายใน มีจักษุ เป็นต้น อาศัยอายตนะภายนอก มีรูป เป็นต้น
ทั้งสองฝ่ายประจวบกันเข้า เกิดวิญญาณ (เห็นรูป) แต่นั้นเกิดสัมผัส เวทนา สัญญา สัญเจตนา ตัณหา วิตก วิจาร โดยลำดับ ดังแสดงเป็นบาลีว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนมีความดับเป็นธรรมดา ความคิดอ่าน ความเสวยเวทนา และอาการอย่างอื่น เป็นกิจ (หน้าที่) แห่งจิต และเจตสิก มิใช่แห่งอัตตา

พระพุทธศาสนารับว่ามีจุติจิต จิตที่ทำหน้าที่เคลื่อนย้าย ด้วยคำว่า จิตฺเต สงฺกิสิฏเฐ  ทุคฺคติ  ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมอง จำหวังทุคติ จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตไม่เศร้าหมองสุคติย่อมหวังได้ และรับรองปฏิสนธิจิต (จิตที่ทำหน้าที่สืบต่อ) ด้วยคำว่า วิญญาณปจฺจยา นามรูปํ นามรูป ย่อมเกิดมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย โดยนัยนี้ บทว่า อนัตตา มีความตามพยัญชนะว่า มิใช่ตัว มิใช่ตน แย้งตรงต่ออุปาทาน (ความถือผิดว่ามีผู้สร้างหรืออำนาจดลบันดาล)

อธิบายคำว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
บาลีแสดงอนัตตลักขณะว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่ว่าสังขารเหมือนใน ๒ คาถาข้างต้น เพราะอนิจจลักษณะและทุกขลักษณะ  ย่อมได้เฉพาะในสังขาร (สิ่งที่ถูกปัจจัย คือ กรรม จิต อุตุ อาหาร ปรุงแต่ง) ส่วนอนัตตลักขณะ ย่อมได้ทั้งในสังขารและวิสังขาร (สิ่งที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง คือ นิพพาน) ดังนั้น จึงต้องใช้คำว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา

อนัตตาไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิ
ความเห็นอนัตตาพึงปรารถนาโยนิโสมนสิการกำกับ  จะได้กำหนดรู้สัจจะทั้ง ๒ คือ
๑. สมมติสัจจะ จริงโดยสมมติ เช่น บิดา มารดา มีจริง เป็นต้น
๒. ปรมัตถสัจจะ จริงโดยปรมัตถะ คือ อรรถอันลึก เช่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นต้น

อนึ่ง ความเห็นอนัตตา จะได้ละทิฏฐิมานะ คือ ความถือผิด และความถือตัว และกิเลสอย่างอื่น อันเนื่องมาจากการถือเรา ถือเขา ถือก๊ก ถือพวก

ความหน่ายที่เรียกว่านิพพิทา
­ผู้พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ด้วยอาการดังกล่าวแล้ว ย่อมหน่ายในทุกขขันธ์ ไม่เพลิดเพลิน หมกมุ่นในสังขารอันยั่วยวนเสน่หา ความหน่ายนั้นเรียกว่านิพพิทา

นิพพิทาที่เกิดด้วยปัญญา จัดเป็นนิพพิทาญาณ ย่อมเป็นปฏิปทา คือ ทางแห่งวิสุทธิ ความหมดจด ความผ่องแผ้วแห่งจิต

Author Name

ฟอร์มรายชื่อติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *

ขับเคลื่อนโดย Blogger.