กรรมบถ กระทู้ธรรม กระทู้ธรรมตรี กระทู้ธรรมโท กระทู้ธรรมเอก กลอนเอตทัคคะ การท่องจำ การสอบ การให้คะแนน กุศลพิธี เก็งข้อสอบชั้นตรี เก็งข้อสอบชั้นโท เก็งข้อสอบชั้นเอก เก็งข้อสอบ ธ.ศ.ตรี เก็งข้อสอบ ธ.ศ.โท เก็งข้อสอบ ธ.ศ.เอก เก็งข้อสอบ น.ธ.ตรี เก็งข้อสอบ น.ธ.โท เก็งข้อสอบ น.ธ.เอก เก็งข้อสอบนักธรรมตรี เก็งข้อสอบนักธรรมโท เก็งข้อสอบนักธรรมเอก เก็งนักธรรมตรี-โท-เอก ข้อสอบ ข้อสอบธรรมศึกษาตรี ข้อสอบธรรมศึกษาโท ข้อสอบธรรมศึกษาเอก ข้อสอบธรรมสนามหลวง ข้อสอบ ธ.ศ. ข้อสอบ น.ธ. เขียนกระทู้ เขียนโจทย์ ความหมายกระทู้ธรรม คิหิปฏิบัติ โครสร้างกระทู้ธรรม ชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก ตรี ตัวอย่างการแต่งกระทู้ในใบตอบสนามหลวง แต่งกระทู้ ทริคกระทู้ ทานพิธี ธรรมศึกษา ธรรมศึกษาคืออะไร ธรรมศึกษาชั้นตรี ธรรมศึกษาชั้นโท ธรรมศึกษาชั้นเอก นักธรรม แนะนำ บทความธรรมศึกษา บุญพิธี ปกศ ธ.ศ. ปกศ น.ธ. ปกิณกพิธี ประโยคสำนวนที่ออกสอบ ประวัติธรรมศึกษา ผลสอบ ๒๕๕๖ ผลสอบธรรมสนามหลวง ผู้เขียนเว็บ พระกังขาเรวตะ พระกาฬุทายี พระกุมารกัสสปะ พระโกณฑธานะ พระขทิรวนิยเรวตะ พระจูฬปันถกะ พระนันทกะ พระนันทะ พระปิณโฑลภารทวาชะ พระปิลินทวัจฉะ พระปุณณมันตานีบุตร พระพากุละ พระพาหิยทารุจีริยะ พระภัททิยะ พระมหากัจจายนเถระ พระมหากัปปินะ พระมหากัสสปะ พระมหาโกฏฐิตะ พระมหาปันถกะ พระโมคคัลลานะ พระโมฆราช พระรัฐบาล พระราธะ พระราหุล พระลกุณฎกภัททิยะ พระวักกลิ พระวังคีสะ พระสาคตะ พระสารีบุตร พระสีวลี พระสุภูติ พระโสณกุฎิกัณณะ พระโสณโกฬิวิสะ พระโสภิตะ พระอนุรุทธะ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระอานนท์ พระอุบาลี พระอุปเสนะ พระอุรุเวลกัสสปะ พุทธประวัติ พุทธศาสนสุภาษิตชั้นตรี พุทธศาสนสุภาษิตชั้นโท พุทธศาสนสุภาษิตชั้นเอก เรียนธรรมศึกษา เลขใบประกาศนียบัตร วันแม่แห่งชาติ วันสอบธรรมสนามหลวง59 วันสอบสนามหลวง วันอาสาฬหบูชา วิชากรรมบถชั้นเอก วิชากระทู้ธรรมชั้นตรี วิชากระทู้ธรรมชั้นโท วิชากระทู้ธรรมชั้นเอก วิชาธรรมวิจารณ์ชั้นเอก วิชาธรรมวิภาคชั้นตรี วิชาธรรมวิภาคชั้นโท วิชาเบญจศีลเบญจธรรมชั้นตรี วิชาพุทธประวัติชั้นตรี วิชาพุทธานุทธประวัติชั้นเอก วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นตรี วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นโท วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นเอก วิชาอนุพุทธประวัติชั้นโท วิชาอุโบสถศีลชั้นโท วิธีตรวจกระทู้ธรรม วิธีเรียนธรรมศึกษา วิธีสมัครสอบ ศาสนพิธี ศาสนพิธีชั้นตรี ศาสนพิธีชั้นโท สถิติข้อสอบ สถิติข้อสอบกระทู้ธรรม สนามสอบในต่างประเทศ สนามสอบแผนกธรรม สอบนักธรรม สอบนักธรรมตรี2557 สารบัญเรียนธรรมศึกษา สุภาษิต หนังสือเรียนชั้นตรี หนังสือเรียนชั้นโท หนังสือเรียนชั้นเอก หลักสูตรเรียน หลักสูตรเรียนธรรมตรี หลักสูตรเรียนธรรมโท หลักสูตรเรียนธรรมเอก Book Like Scoring

<h1>หัวใจสมถกัมมัฏฐาน,นักธรรมเอก,ธรรมศึกษาเอก,ธรรมศึกษาออนไลน์</h1>
กายคตาสติ
ศัพท์นี้ แปลว่า สติไปในกาย กัมมัฏฐานนี้เป็นคู่ปรับแก่กามฉันท์ กามฉันท์มีปกติให้รักสวยรักงาม กัมมัฏฐานนี้มีปกติให้เห็นน่าเกลียดเห็นโสโครก กุลบุตรผู้มาบรรพชา ย่อมได้รับสอนกัมมัฏฐานนี้ไว้ก่อนจากพระอุปัชฌาย์ เหมือนดังได้รับมอบศัสตราวุธไว้สำหรับต่อสู้กับข้าศึก คือกามฉันท์ อันจะทำ  อันตรายแก่พรหมจรรย์ พวกภิกษุจึงเรียกกัมมัฏฐานนี้ว่า มูลกัมมัฏฐาน แปลว่า กัมมัฏฐานเดิม ในที่นี้จักแสดงโดยสังเขป

สาธุชนผู้จะเจริญกัมมัฏฐานนี้ พึงกำหนดตจปัญจกะ คือ หมวดแห่งอาการ ๕ อย่าง มีหนังเป็นที่สุด ให้จำได้ก่อน ทั้งโดยอนุโลมคือตามลำดับ ทั้งโดยปฏิโลม คือ ย้อนลำดับ อาการ ๕ อย่างนั้น คือ เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ นี้เป็นอนุโลม ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา นี้เป็นปฏิโลม ท่านสอนให้จำโดยอนุโลมและปฏิโลมดังนี้ เพื่อจะให้แม่นยำ และพึงรู้จักอาการทั้ง ๕ นั้นด้วย
๑. เกสา นั้น คือสิ่งที่เป็นเส้นๆ งอกอยู่บนศีรษะ เบื้องหน้าเพียงหน้าผาก เบื้องท้ายเพียงปลายคอต่อ เบื้องขวาเพียงหมวกหูทั้ง ๒ ข้าง
๒. โลมา คือ สิ่งที่เป็นเส้นๆ เหมือนกันอีกส่วนหนึ่ง อันมิใช่เกสา เส้นหยาบบ้างละเอียดบ้าง งอกอยู่ตามตัวทุกแห่ง เว้นผ่ามือฝ่าเท้า
๓. นขา คือ สิ่งที่เป็นเกล็ด งอกอยู่ตามปลายนิ้วมือปลายนิ้วเท้าทุกๆ แห่ง
๔. ทนฺตา สิ่งที่เป็นซี่ ๆ งอกอยู่ในเหงือกเบื้องล่างเบื้องบน สำหรับบดเคี้ยวอาหาร                                       
๕. ตโจ ได้แก่  สิ่งที่หุ้มอยู่ทั่วสรรพางค์กาย
พึงกำหนดรู้ง่ายๆ ดังนี้  ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง

เมตตา
ศัพท์นี้ แปลว่า คุณสมบัติเป็นเหตุสนิทสนม กัมมัฏฐานนี้เป็นคู่ปรับแก่พยาบาท พยาบาทมีปกติให้คิดล้างผลาญ กัมมัฏฐานนี้มีปกติให้ชอบพอ สาธุชนผู้เจริญกัมมัฏฐานนี้ พึงนึกถึงคนอื่นเทียบกับตนว่า เรารักสุขเกลียดทุกข์  ฉันใด คนอื่นก็รักสุขเกลียดทุกข์ฉันนั้น สิ่งที่ชอบใจของเรา ย่อมเป็นของที่ชอบใจของคนอื่น สิ่งไม่เป็นที่ชอบใจของเรา ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่นด้วยเหมือนกัน เราจะหาผลที่ชอบใจ ในทางเสียผลเช่นนั้นของผู้อื่น ย่อมไม่เป็นธรรม. แต่นั้นพึงปรารถนาความอยู่ด้วยไม่มีภัยไม่มีเวรกับผู้อื่น  ถ้าคนที่ตนไม่ชอบมีอยู่ก็พึงนึกน้อมใจเพื่อให้หายเกลียดชังโดยโยนิโสมนสิการ คือ ความทำในใจถูกทาง พึงเลือกความดีอย่างใดอย่างหนึ่งของเขาขึ้นนึก สุดแต่จะเลือกได้ เป็นความประพฤติทางกายก็ตาม ทางวาจาก็ตาม  ทางใจก็ตาม เช่นคนมักพูดบาดหูคนอื่น แต่ไม่ใช่คนดุร้ายถึงลงมือด้วยกายก็มี คนมักโกรธแต่ไม่ทำจริงก็มี คนดุร้าย แต่อีกฝ่ายหนึ่งมีน้ำใจเผื่อแผ่  อนุเคราะห์แก่ผู้อื่นก็มี เช่นนี้เป็นตัวอย่าง พึงนึกถึงความดีที่มีอยู่ในเขา บางทีจะระงับความเกลียดชังให้เบาลงหรือให้หายได้ ถ้าไม่มีความดีอย่างใดอย่างหนึ่งของเขา ที่จะพึงเอาขึ้นนึก ก็พึงยังกรุณาคือสงสารให้เกิด คนยากจนทรัพย์ ขาดกำลังเป็นเครื่องทำนุบำรุงชีวิตและร่างกายให้เป็นสุข และไม่ได้ช่องที่จะอนุเคราะห์คนอื่นด้วยกำลังทรัพย์ ควรได้รับกรุณาของคนมีทรัพย์ฉันใด คนไร้คุณสมบัติขาดกำลังเป็นเครื่องบำรุงใจให้เป็นสุข ไม่ได้ช่องที่จะชักจูงคนอื่นในความดี  ซ้ำกลับเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ให้ได้รับทุกข์ภัยต่างๆ ควรได้รับความกรุณาของผู้ประพฤติธรรมมีสติสัมปชัญญะฉันนั้น  อันจะเกลียดชังคนเช่นนั้น  เท่ากับคนดีทะเลาะกับคนเมา เมื่อนึกอย่างนี้บางทีก็จะยังกรุณาให้เกิดขึ้นได้  ถ้าน้อมใจไม่ลง ก็พึงนึกถึงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของๆ ตน ผู้ใดทำดีหรือชั่ว  ผู้นั้นจงปรากฏด้วยกรรมของตนเอง พึงวางจิตลงเป็นอุเบกขา แม้อย่างนั้นก็ไม่สำเร็จ  อย่านึกปรารภถึงผู้นั้นเสียเลย ถ้าเขาเกลียดชังตนต่างหาก ก็พึงหาช่องแสดงกายวาจาใจ หรืออนุเคราะห์เพื่อผูกไมตรี  เมื่อเป็นเช่นนี้  ก็จะได้อยู่โดยไม่มีภัยไม่มีเวรกับผู้อื่น  แต่นั้น พึงน้อมจิตให้คิดชอบกับคนซึ่งเฉยอยู่แต่เดิมด้วยถ้อยทีถ้อยอาศัยทำสาราณียธรรมแก่กัน พึงทำคนผู้ชอบกันห่างๆ ให้สนิทสนม  พึงทำคนผู้ชอบกันสนิทสนมแล้วให้มั่นเข้า ความปรารถนาแห่งจิต เพื่อชอบพอสนิทสนมกับคนอื่นดังนี้ ชื่อว่าเมตตา โดยความก็คือปรารถนาสุขแก่เขา ความนึกแผ่เมตตานี้ จัดว่าเป็นกัมมัฏฐานอันหนึ่ง

สาธุชนผู้เจริญเมตตา พึงแผ่โดยเจาะจงก่อนตั้งต้นแต่คนที่รักใคร่สนิท เช่นมารดา บิดา สามี  ภรรยา บุตร บุตรี และท่านผู้มีอุปการะ อุปัชฌายะ อาจารย์  เจ้านายเป็นต้นไป ตลอดถึงญาติมิตร คนรู้จักคุ้นเคย และคนอื่นๆ ที่ควรจะได้รับความปรารถนาอันดีต่อ เมื่อทำใจให้ชำนาญในการแผ่โดยเจาะจงนั้นแล้ว พึงแผ่โดยไม่เจาะจง  เช่นไม่นิยมเฉพาะบุคคลชื่อนั้น ชื่อนี้ ที่ตนรู้จัก พึงปลูกความรักใคร่ในคนร่วมบ้านร่วมวัดร่วมเมืองร่วมประเทศร่วมชาติเป็นลำดับไป ตลอดถึงเพื่อนมนุษย์ทั่วไป ลงมาจนถึงสัตว์ดิรัจฉานเป็นที่สุด ตามแต่จะทำได้เพียงไร แผ่เมตตาโดยเจาะจงเป็นไปโดยแรงกล้า เป็นเหตุให้ช่วยเหลือกันแข็งแรง แต่เป็นไปในทางที่แคบ ทั้งเขตแห่งความไม่มีภัยไม่มีเวร ทั้งเขตแห่งความสำเร็จประโยชน์แก่ผู้อื่น แผ่เมตตาโดยไม่เจาะจง เป็นไปโดยเพลาแต่เป็นไปในทางที่กว้าง  เช่นคนร่วมบ้านร่วมวัดตลอดถึงร่วมชาติ รักใคร่ปรองดองช่วยเหลือกัน แม้ไม่แข็งแรงเหมือนทำให้แก่ครอบครัวย่อมมีผลกว้างกว่า พาคนหมู่นั้นให้ได้สุขทั่วถึงกัน เหตุนั้น ในพระพุทธศาสนาจึงนิยมแผ่เมตตา โดยไม่เจาะจงว่าเป็นเมตตาอย่างสูงอย่างกว้าง ในการเจริญกัมมัฏฐาน ท่านผูกบทไว้ให้นึกว่าดังนี้  สพฺเพ  สตฺตา อเวรา อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ แปลว่า ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีความลำบาก ไม่มีทุกข์ มีสุขรักษาตนเถิด ในชั้นต้น น้อมใจให้ปรารถนาความสุขแก่ผู้อื่นมาได้แล้ว นึกถึงบทสำหรับบริกรรมนี้ จะคุมจิตให้มีเมตตาขึ้นได้ในขณะนึก  ในขณะใด  เมตตาเป็นไปอยู่ ในขณะนั้น จัดว่าได้ผลที่มุ่งหมายแห่งกัมมัฏฐานนี้ จิตสัมปยุตด้วยเมตตาตั้งมั่นแน่วแน่ลงไปจัดเป็นอุปจารสมาธิ สามารถทำให้เกิดอัปปนาสมาธิได้

กัมมัฏฐานนี้เป็นประโยชน์แก่คนมีพยาบาทเป็นเจ้าเรือน หรือเรียกว่าโทสจริตตลอดคนเหล่าอื่นทั่วไป  มีอานิสงส์ให้อยู่ด้วยความไม่มีภัยไม่มีเวร รักใคร่ปรองดองช่วยเหลือกัน. เหตุนั้น จึงควรเจริญตามกาล ถึงคราวควรแผ่เมตตาโดยเจาะจง ก็พึงเจริญโดยเจาะจง ถึงคราวแผ่โดยไม่เจาะจง ก็พึงเจริญโดยไม่เจาะจง

พุทธานุสสติ
ศัพท์นี้ แปลว่า ระลึกถึงพระพุทธเจ้า อธิบายว่า ระลึกถึงปรารภความดีของพระองค์ ไม่ได้ระลึกถึงโดยอาการยกโทษหรือข้อนขอด กัมมัฏฐานนี้เป็นคู่ปรับแก่ถีนมิทธนิวรณ์ ถีนมิทธะมีปกติให้ท้อแท้และง่วงงุน  กัมมัฏฐานนี้  มีปกติให้อุตสาหะปรารภพระคุณของพระพุทธเจ้า และให้จิตนึกแล่นอยู่ สาธุชนผู้จะเจริญกัมมัฏฐานนี้ ควรอ่านหนังสือแสดงพระพุทธจรรยา เป็นต้นว่า เรื่อง ปฐมสมโพธิ และใคร่ครวญถึงพระพุทธจรรยาซึ่งทรงบำเพ็ญเป็นอย่างๆ ไป อันส่อพระคุณสมบัติในพระองค์  และทรงพระมหากรุณาอุปการะแก่ประชาชน  ก็จะหยั่งเห็นพระคุณทั้ง ๒ ส่วนนี้โดยวิสัย  ในที่นี้จะแสดงเฉพาะพระคุณบทที่ท่านผูกไว้สำหรับนึกสำหรับสาธยายเรียกว่า อนุสสรณนัย คือ "อิติปิ  โส  ภควา  อรหํ  สมฺมาสมฺพุทฺโธ  วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน  สุคโต  โลกวิทู  อนุตฺตโร  ปุริสทมฺมสารถิ  สตฺถา  เทวมนุสฺสานํ  พุทฺโธ  ภควาติ

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงรู้แจ้งโลก คือ ปฐพี พร้อมด้วยสัตว์ผู้อาศัย และสังขารอันปรุงแต่งแผ่นดินและสัตว์เหล่านั้น ว่ามีความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา จึงเจริญในกาลบางครั้ง เสื่อมในกาลบางคราว สุดแต่เหตุปัจจัย อนึ่ง ในโลกนี้ ย่อมมีสิ่งต่างๆ อันจะล่อจิตให้รักให้ชังให้หลงให้กลัว  คนไม่รู้เท่า ย่อมจะวุ่นไปตามด้วยความทะเยอทะยานบ้าง  ด้วยความตกใจกลัวบ้าง แล้วและเฉไปประพฤติจากทางอันชอบอันถูก นี้เป็นเหตุแห่งความเสื่อมของโลกได้อย่างหนึ่ง ความมีกำลังสามารถต้านทานแต่มาร ๒ ประเภทนั้น เป็นปัจจัยแห่งความเจริญของโลกได้อย่างหนึ่ง พระองค์ทรงรู้แจ้งโลกโดยนัยนี้เป็นอาทิ  บัณฑิตจึงได้ถวายพระนามตามพระคุณว่า โลกวิทู แปลว่าท่านผู้รู้แจ้งโลก เมื่อพระองค์ทรงรู้แจ้งโลกอย่างนั้นแล้ว จึงไม่รักไม่หลงไม่มัวเมาในอารมณ์อันยวนจิต  ไม่สะดุ้งหวาดหวั่น เพราะอารมณ์อันคุกคามให้ตกใจกลัว ทรงมั่นอยู่ในปฏิปทาอันชอบ  ยังความเป็นไปของพระองค์ให้ลุล่วงมาโดยสวัสดี  ตลอดพระชนมายุกาล บัณฑิตจึงได้ขนานพระนามถวายว่า สุคโต แปลว่าท่านผู้ไปดีแล้ว หรือท่านผู้ดำเนินดีแล้ว. 

ปฏิปทาของท่านผู้ดำเนินดีแล้  เรียกว่า จรณะ เพราะเป็นเครื่องก้าวไปหาวิชชา คือ ความรู้พิเศษ  พระองค์ทรงมั่นในปฏิปทานั้นอยู่ จึงได้บรรลุวิชชาความรู้อย่างสูง อันทำจิตให้พ้นจากหมู่มาร คือ กิเลสอันคอยนำสัตว์โลกลงในที่ต่ำ จึงได้พระนามโดยพระคุณธรรมว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน แปลว่าท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาคือความรู้ และจรณะคือปฏิปทา วิชชานั้นเป็นความรู้อันชอบ เป็นประโยชน์แก่พระองค์แก่ผู้อื่นทั้ง ๒ ฝ่าย พระองค์เสาะหาได้เอง ไม่ได้มาแต่สำนักผู้อื่น พระปัญญาอย่างสูงนี้ยังพระองค์ให้ได้รับพระนามว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ  แปลว่าท่านผู้รู้ชอบเอง พระปัญญานั้นย่อมยังผลอย่างสูงสุดให้สำเร็จแก่พระองค์ คือ ทรงบริสุทธิ์ด้วยประการทั้งปวง ควรแก่ความนับถือของประชาชนทุกหมู่เหล่า  บัณฑิตจึงถือเอาพระคุณนี้เป็นที่ตั้งถวายพระนามว่า อรหํ แปลว่าท่านผู้ไกลกิเลสบ้าง ท่านผู้ควรได้รับความนับถือบ้าง  คุณบทว่า อรหํ นี้เป็นนามเรียกได้ทั้งพระศาสดาทั้งพระสาวก แต่มีบทอื่นต่อท้ายให้แปลกกัน  พระนามพระศาสดาว่า อรหํ  สมฺมาสมฺพุทฺโธ  แปลไว้แล้วข้างต้น นามสาวกว่า อรหํ  ขีณาสโว แปลว่า พระอรหันต์สิ้นอาสวะ พระคุณเหล่านี้จัดเป็นอัตตสมบัติ คือ ความดีส่วนพระองค์

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระคุณที่เป็นอัตตสมบัติเช่นนั้นแล้ว จัดว่ามีภัคยะ คือ สมบัติอันชักจูงคนอื่นเข้ามาคบหา  ผู้ใดเข้ามาคบพระองค์ย่อมทรงสั่งสอนผู้นั้น แจกอรรถแจกธรรมให้เข้าใจชัด บัณฑิตหมายเอาพระคุณสมบัตินี้  ขนานพระนามไว้ว่า  ภควา  แปลว่า  ท่านผู้มีภัคยะหรือว่าท่านผู้มีภาค  พระองค์ทรงแจกธรรมสั่งสอนประชาชน  ให้ได้บรรลุผลอันดีงามทั้งส่วนโลกิยะทั้งส่วนโลกุตร ยังคนผู้ไม่เคยเข้าใจให้เข้าใจ ยังคนผู้เคยเข้าใจมาบ้างแล้ว ให้เข้าใจกว้างขวาง  นำความหลงอันเป็นเหตุตื่นเต้นและหวาดหวั่นเสีย จึงได้พระนามว่า พุทฺโธ แปลว่า ท่านผู้ปลุกให้ตื่น หรือว่าท่านผู้ปลุกใจ พระองค์ทรงสั่งสอนอย่างนี้ แก่พุทธเวไนยทุกชั้น ตามสมควรแก่ภูมิของเขา ยกขึ้นในปฏิปทาที่สูงกว่าโดยลำดับ จึงได้รับพระนามว่า สตฺถา เทวมนุสฺสานํ  แปลว่า ท่านผู้เป็นครูสอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  คือ ของคนทั้งเจ้าทั้งสามัญ พระองค์ทรงสั่งสอนคนเป็นอันมากเช่นนั้น ย่อมทรงรู้จักฉันทอัธยาศัย  เข้าพระหฤทัยในอุบาย ชักจูงน้อมตัดเข้าหาทางดีทางงาม ไม่ต้องใช้บังคับขู่เข็ญ  เป็นแต่เพียงใช้พระวาจาก็สำเร็จ  ถ้าจะเทียบด้วยนายสารถีผู้ฝึกม้า ก็จัดว่าเป็นเอกอุไม่มีคนสู้  บัณฑิตจึงได้ถวายพระนามว่า อนุตฺตโร  ปุริสทมฺมสารถิ แปลว่า ท่านผู้เป็นสารถีฝึกบุรุษควรทรมานได้ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า พระคุณนี้จัดเป็นปรหิตปฏิบัติคือ ประพฤติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น พระคุณทั้งสองส่วนนี้  มีในพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้สำเร็จพระนาม ๙ ประการ เรียกว่า นวรหคุณ แปลว่า คุณของพระอรหันต์ ๙ ประการ แต่เรียกกลับกันมาเป็นนวหรคุณ บัณฑิตผูกเป็นบทตั้งไว้สำหรับระลึกตาม  ในเวลาเจริญพุทธานุสสติ  ท่านเรียงบทที่เป็นผลไว้ข้างหน้า เรียงบทที่เป็นเหตุไว้ข้างหลัง  เพื่อจะให้เข้าใจง่าย ในที่นี้ จึงได้อธิบายความแห่งบทอันเป็นเหตุถอยหลังเข้ามา

สาธุชนผู้เจริญพุทธานุสสติ  ได้อ่านหนังสือแสดงพระพุทธจรรยามามากแล้ว พบแต่บทแสดงความไว้สั้นๆ  ก็จะพึงเข้าใจได้โดยกว้างขวาง ฝ่ายชนผู้ไม่ได้อ่านหนังสือเช่นนั้นมาก คงจะเห็นความแต่เฉพาะบทเช่นเดียวกับได้เห็นด้วยตาเอง หรือเห็นแต่รูปถ่าย ความกว้างแคบย่อมผิดกัน  เมื่อจะเจริญพึงยังศรัทธาเลื่อมใสและเคารพให้เกิดในพระพุทธเจ้าแล้ว  พึงบริกรรมนึกบทพระคุณนามเหล่านี้แต่เพียงลำพังหรือพร้อมทั้งอธิบาย เลื่อนไปโดยลำดับ  หรือเลื่อมใสมากในพระคุณบทใดจะจับเฉพาะพระคุณบทนั้นขึ้นนึกก็ได้  เช่น  เคยบริกรรมกันมาว่า อรหํๆ หรือ พุทฺโธๆ ดังนี้ แต่พึงรู้จักว่ากัมมัฏฐานนี้เป็นคู่ปรับแก่มิทธะ  คือ  ความง่วงงุน ต้องการนึกยาวๆ ในสมัยใดมิทธะครองงำ  ควรนึกไปโดยลำดับแม้พร้อมด้วยอธิบาย ในสมัยใดจิตปลอดโปร่ง จะนึกแต่บทที่ขึ้นใจก็ได้  หรือในเวลาไข้หนัก  ความนึกสั้น  จำต้องนึกเฉพาะบทแท้  ในสมัยใด พระคุณของพระพุทธเจ้าปรากฏแก่จิต เกิดอุตสาหะจะประพฤติตาม  และห้ามมิทธะเสียได้ ในสมัยนั้น  เป็นอันสำเร็จผลมุ่งหมายแห่งกัมมัฏฐานนี้  เพราะต้องใช้ความนึกเป็นเบื้องหน้า กัมมัฏฐานนี้เจริญได้ดี  ก็เป็นเพียงอุปจารสมาธิ

กัมมัฏฐานนี้เป็นสบายแก่ชนมีถีนมิทธะเป็นเจ้าเรือน  และแก่คนเป็นสัทธาจริต มีอานิสงส์ให้ตั้งใจไม่ย่อท้อต่อเหตุขัดข้อง เพื่อประพฤติความดีความงาม
                                                        
กสิณ
ศัพท์นี้  แปลว่า วัตถุอันจูงใจ คือ จูงใจให้เข้าไปผูกอยู่ เป็นชื่อของกัมมัฏฐาน แปลว่ามีวัตถุที่ชื่อว่ากสิณเป็นอารมณ์ กัมมัฏฐานนี้เป็นคู่ปรับแก่อุทธัจจกุกกุจจนีวรณ์  อุทธัจจะมีปกติให้คิดพล่าน กุกกุจจะมีปกติให้จับจด ส่วนกัมมัฏฐานนี้  มีปกติคุมใจให้มั่น  วัตถุที่เป็นกสิณนั้น  ต้องเป็นของไม่บาดตา  เป็นของทำให้ใจของผู้แลแช่มชื่น ท่านจัดไว้  ๑๐  ประการ  คือ  ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เป็นอยู่โดยปกติ  หรือบางอย่างจัดขึ้นไว้สำหรับ เรียกว่าภูตกสิณ นับเป็น ๔, สีขาว เหลือง แดง ขาบ ที่จัดขึ้นไว้สำหรับเรียก วรรณกสิณ นับเป็น  ๔,  แสงอากาศ  แสงไฟที่เข้าตามช่อง  เรียก อากาสกสิณ  และอาโลกกสิณ โดยลำดับ ในที่นี้ จะแสดงโอทาตกสิณ คือสีขาวพอเป็นตัวอย่าง

สาธุชนผู้เจริญกสิณชนิดนี้  พึงขดไม้ให้เป็นวงกลม กว้างโดยศูนย์กลางสัก ๑๖ นิ้ว หรือราวนั้น พอตาจับได้ถนัด  อย่าให้เล็กเกินไปจนนัยน์ตาจับเอาอื่นด้วย หรือใหญ่เกินไปจนนัยน์ตาจับไม่ทั่ววง  เอาผ้าขาวอันบริสุทธิ์หุ้ม  หรือเอาดอกไม้ขาวจัดในภาชนะอันกว้างโดยศูนย์กลางได้ราวเท่านั้นก็ได้  แล้วเอาวางห่างจากที่นั่งสัก ๒ ศอกคืบ หรือราวนั้น พอเพ่งดูถนัด อย่าให้ชิดเกินไป หรือห่างเกินไป จนนัยน์ตาจับไม่ถนัด แล้วพึงนั่งเพ่งดู โดยอาการตามถนัด ตากำหนดจำกสิณนั้น ใจนึกถึงสีว่า โอทาตํ ๆ  แปลว่า “ขาว ๆ” คุมนัยน์ตาอันแลเห็น กับใจอันนึกให้อยู่ที่กสิณพร้อมกัน  กิริยาที่ทำเรียกว่า  บริกรรม ดวงกสิณเรียกว่าบริกรรมนิมิต  กิริยาที่นึกว่า โอทาตํ ๆ เรียกว่า บริกรรมภาวนา  บริกรรมนี้เป็นชั้นที่ ๑ ครั้นทำในชั้นนี้ชำนาญแล้ว  พึงตั้งใจจำกสิณนั้นให้ติดตา ลองหลับตาดูในระหว่างๆ  ถ้ายังไม่ติดตาต้องลืมดูใหม่  ในสมัยใดจำได้ติดตา หลับตาลง  ดวงกสิณปรากฏในใจ  เหมือนแลเห็น  ในสมัยนั้น  นิมิตที่ปรากฏในใจนั้น  เรียก อุคคหนิมิต แปลว่านิมิตที่จิตจำได้  หรือเรียกว่า นิมิตติดตา กิริยาที่นึกนั้นเรียก  บริกรรมสมาธิ แปลว่าสมาธิในบริกรรม  นิมิตอันติดตา  ที่กล่าวว่าปรากฏในใจนั้น  เช่น  กับคนขลาดได้พบสิ่งที่น่ากลัวอันให้ตกใจ หรือคนที่ผูกพันอยู่ในสิ่งหนึ่งหลับตาลง  ย่อมแล เห็นสิ่งนั้นติดตา  แต่ท่านไม่จัดว่าเป็นอารมณ์ของกัมมัฏฐาน  เพราะเป็นเหตุตกใจหรือเป็นเหตุติดข้อง  บริกรรมสมาธินี้เป็นชั้นที่ ๒ ครั้นทำในชั้นนี้ช่ำชองแล้ว  พึงลองหลับตานึกถึงนิมิตนั้นขยายให้ใหญ่บ้างเล็กน้อย แต่อย่าให้เสียส่วนตามสัณฐาน  ตัวอย่างเช่น  รูปถ่ายมีขนาดต่างกัน  แต่ส่วนแห่งอวัยวะนั้นๆ  ของรูปทั้งปวงทุกชนิดคงสมกันกับกาย เหมือนคนผู้เป็นเจ้าของรูปนั้น  ในสมัยใด  จิตจำนิมิตนั้นได้จนขยายออกหรือย่นเข้าได้ในสมัยนั้น นิมิตนั้นเรียกว่า  ปฏิภาคนิมิต แปลว่านิมิตเทียบเคียง  ภาวนานั้นเรียกว่า  อุปจารภาวนา  แปลว่าภาวนาใกล้อัปปนาสมาธิ  อุปจารสมาธินี้เป็นชั้นที่ ๓ ผู้ทำได้แม่นยำจนถึงชั้นนี้แล้ว  บำเพ็ญภาวนาต่อไปจนเข้าองค์กำหนดชั้นต้น จัดได้ว่าบรรลุปฐมฌาน เป็นสมาธิชั้นสูง  เรียกอัปปนาสมาธิ  แปลว่าสมาธิแน่นแฟ้น  อัปปนาสมาธินี้ เป็นชั้นที่ ๔ นี้อธิบายตามมติของพระคันถรจนาจารย์  ฝ่ายข้าพเจ้าเองปรารถนาจะเข้าใจว่าชั้นที่ ๒ เป็นอุปจารภาวนา หรืออุปจารสมาธิ ชั้นที่ ๓  เป็นอัปปนาภาวนา  หรือเป็นอัปปนาสมาธิ  เพราะละนีวรณ์ ๕ ได้ในชั้นที่ ๓ แล้วก็เป็นอัปปนาอยู่เอง  เพราะในปฐมฌาน ก็ยังมีวิตกวิจารอยู่เหมือนกัน

กัมมัฏฐานนี้ท่านพรรณนา ว่า บรรลุได้ถึงชั้นอัปปนา เพราะคุมจิตให้แน่วแน่อยู่ที่เดียว ผู้ศึกษาในกัมมัฏฐาน ไม่ควรมุ่งเฉพาะคุณที่สูงอย่างเดียว ควรมุ่งเฉพาะคุณที่เป็นวิสัยของตน พึงเจริญกัมมัฏฐานอันเป็นสบายแก่ตน  เช่นคนสามัญปรารถนาฐานันดรเป็นมหาอำมาตย์จะได้สมหวังทั้งนั้นเทียวหรือ ถ้าไม่ได้  พยายามนั้นก็ไม่มีผล  ควรพยายามในทางอื่นยังจะดีกว่า  เพราะเหตุนั้น คนมุ่งจะเป็นมหาอำมาตย์ ต้องรู้จักกำลังของตน ทั้งแลเห็นช่องทางก่อน  อุปมานี้ฉันใด ผู้เจริญกัมมัฏฐานก็พึงประพฤติฉันนั้น ไม่ควรจะเลยคุณเบื้องต่ำ ซึ่งตนควรจะถือเอาได้ก่อน

แม้แต่เพียงในชั้นบริกรรม  ในสมัยใด คุมจิตไว้ที่กสิณแห่งเดียวได้ ไม่คิดพล่านในทางอื่น ได้ให้ความแช่มชื่นไม่อึดอัดเบื่อหน่ายในสมัยนั้น จัดว่าเป็นอันสำเร็จผลมุ่งหมายแห่งกัมมัฏฐานนี้
กัมมัฏฐานนี้ เป็นที่สบายแก่คนมีอุทธัจจกุกกุจจะหรือเป็นวิตกจริตเป็นเจ้าเรือ  มีอานิสงส์ให้พินิจอดทน ในการงานที่ปรารภ
                                                
จตุธาตุววัตถานะ
ศัพท์นี้  แปลว่า กำหนดธาตุ ๔ กัมมัฏฐานนี้ เป็นคู่ปรับแก่วิจิกิจฉา วิจิกิจฉามีปกติให้ลังเลไม่แน่ใจลงได้ ส่วนกัมมัฏฐานนี้มีปกติให้กำหนดรู้โดยสภาวะ คนผู้ไม่กำหนดรู้โดยสภาวะ ไม่รู้จักสิ่งนั้นๆ โดยความเป็นจริงอย่างไร จึงมีสงสัย เมื่อเข้าใจตามจริงแล้ว ก็สิ้นสงสัยไปได้อย่างหนึ่งๆ พระอาจารย์เจ้าแสดงกัมมัฏฐานนี้ไว้ ก็เพื่อจะให้เข้าใจความเป็นจริงของร่างกาย เป็นอุบายกำหนดรู้สภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นเหตุออกไปกำหนดสภาวธรรมอย่างอื่นได้อีก
สาธุชนผู้จะเจริญกัมมัฏฐานนี้ พึงกำหนดรู้จักธาตุและสังขารก่อน สภาวะที่มีอยู่โดยธรรมดาอันจะแยกออกไปอีกไม่ได้ เรียกว่าธาตุ ธาตุเหล่านั้น คุมกันเข้าเองโดยธรรมดา หรือมนุษย์ปรุงขึ้นเรียกว่าสังขาร  แสดงอุทาหรณ์พอเป็นตัวอย่าง เช่นกระดูก เนื้อ เลือด ความอุ่นและลมอากาศ ถ้าไม่ประสงค์จะกล่าวให้ละเอียดต่อไป  เป็นธาตุละอย่างๆ ร่างกายคือประชุมธาตุเหล่านี้ เป็นสังขาร  ฝ้ายและสีเป็นสัมภาระอันหนึ่งๆ ดุจเดียวกับธาตุ  ผ้าที่คนเอาฝ้ายมาปั่นให้เป็นด้ายย้อมด้วยสีแล้วทอขึ้นนั้น  เป็นสังขาร  ธาตุหรือสัมภาระที่แสดงมาเป็นอุทาหรณ์นั้น ยังเรี่ยราดกระจัดกระจายกำหนดรู้ยาก นักปราชญ์จึงได้ย่นให้สั้นเข้า เพื่อกำหนดรู้ง่าย ครั้งโบราณท่านจัดธาตุที่เป็นส่วนรูป  ๔  กระดูกก็ดี  เนื้อก็ดี  ฝ้ายก็ดี  สีก็ดี  ดังกล่าวไว้ในอุทาหรณ์ข้างต้นนั้น ท่านรวมเรียกเป็นธาตุอันเดียวว่าปฐวีหรือดิน ด้วยเหตุว่าธาตุเหล่านั้น แม้จะปรากฏว่าต่างกันโดยชนิด ก็ยังจัดว่าเป็นอันเดียวกันเข้าได้โดยลักษณะ คือ ความเป็นของแข็ง ส่วนเลือด  เหงื่อ มัน ท่านจัดเป็นธาตุอันเดียวกันกับน้ำ เรียกอาโป เพราะเป็นของเหลวเหมือนกัน ไออุ่นแห่งร่างกาย ความร้อนที่เกิดแต่ของเสียดสีกัน เกิดแต่ไฟฟ้า เกิดแต่แสงแดดแห่งดวงอาทิตย์ ท่านจัดเป็นธาตุอันเดียวกันกับไฟ  เรียกว่าเตโช เพราะมีความร้อนเป็นลักษณะเหมือนกัน  ลมอันพัดมาแต่ทิศนั้นๆ ตามฤดู พายุใหญ่อันตั้งขึ้นเป็นครั้งเป็นคราว และลมอันเดินอยู่ในร่างกายของสัตว์ ท่านจัดรวมเข้าเป็นธาตุอันเดียวกัน เรียกว่าวาโย เพราะมีความพัดเป็นลักษณะเหมือนกัน

ครั้งโบราณนักปราชญ์จัดธาตุอันเป็นส่วนรูปเป็น ๔ อย่างนี้  ดังมาในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน  หมวดธาตุในมหาสติปัฏฐานสูตร  ต่อนั้นมา รู้จักธาตุขึ้นอีกอย่างหนึ่งซึ่งเรียกว่าอากาศ ธาตุนี้กำหนดรู้ได้ยาก เพราะเป็นของสุขุม  ไม่เห็นได้ด้วยจักษุ  อาจจะรู้ได้ด้วยสัมผัส แต่ก็ยังรู้ได้ยากเหมือนกัน  ในที่ว่างเป็นช่อง  ไม่ว่าเล็กไม่ว่าใหญ่ อากาศย่อมเดินเข้าขังอยู่เต็มทั้งนั้น แต่เพราะเป็นธาตุเบาและขยายตัว คนเดินไม่รู้สึกปะทะ ซ้ำเป็นอุปการะแก่ชีวิตของสัตว์ด้ว ทั้งมนุษย์ทั้งสัตว์ดิรัจฉานหายใจสูดอากาศเข้าไปปรุงโลหิตสำเร็จเป็นไออุ่น ถ้าใครจะรู้จักธาตุนี้ พึงเอากระบอกกรองน้ำ ลองกรองน้ำดูในห้องไว้น้ำที่สงัดลมในคราวแรกเอานิ้วมืออุดท่อข้างบนกระบอกเสีย จุ่มปากกระบอกลงไปในน้ำ  คงจะรู้สึกว่าน้ำเข้าไปหน่อยหนึ่ง  แล้วมีอะไรปะทะอยู่ นั่นคือ อากาศนี้เองอันเข้าขังอยู่ในกระบอก  น้ำเข้าไปได้หน่อยหนึ่งนั้นเพราะอากาศต้องปะทะน้ำ อัดตัวเข้า น้ำเข้าไปอีกไม่ได้นั้น เพราะอากาศอัดตัวเต็มที่แล้วปะทะอยู่ คราวนี้เปิดนิ้วมือจากท่อข้างบนแต่วางไว้ตรงปากท่อ จุ่มกระบอกลงไปอีก  คงรู้สึกว่าน้ำเข้าไปได้อีก ในขณะเดียวกันนิ้วมือได้รับสัมผัสเย็นฉิวๆ  ขึ้นมาจากท่อ ธาตุที่ขึ้นมาถูกนิ้วมือนี้คืออากาศ  อีกอย่างหนึ่ง  ขณะที่ไปในยานที่แล่นโดยเร็วได้สัมผัสลมเป็นอันมาก แต่ข้างทาง ต้นไม้นิ่งอยู่ ไม่ไหว ลมที่กระทบวู่ๆ  นั้น อากาศนี้เอง  ยานเดินโดยเร็วปะทะอากาศโดยแรงจนรู้สึกสัมผัส  หากจะเดินด้วยเท้าก็ไม่รู้สึก ท่านพบอากาศธาตุเข้าแล้วจึงได้เติมขึ้นอีกอย่างเป็นธาตุ ๕ ดังแสดงไว้ในจุลลราหุโลวาทสูตร แต่นักปราชญ์ในชั้นหลังกล่าวว่า วาโยกับอากาศเป็นธาตุเดียวกัน วาโยก็คืออากาศที่เดินกำลังแรงนั้นเอง  ข้อนี้เป็นความจริงอุดหนุนการจัดธาตุ ๔ ของเดิม ให้มั่นเข้า ในที่นี้จักกล่าวเป็นธาตุ ๔  พอสมแก่ชื่อของกัมมัฏฐานบทนี้

ธาตุ ๔ คือ  ปฐวี  อาโป  เตโช วาโย นี้ มีทั้งภายนอกภายใน  ธาตุภายนอก เช่น ภูเขา แม่น้ำ  กองไฟ  ลมพัด โดยลำดับกัน  ธาตุเป็นภายในนั้น  คือ  ที่คุมเข้าเป็นร่างกายของสัตว์  ส่วนที่แข้นที่แข็งมี  ผม  ขน  เล็บ  ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น  เป็นปฐวีธาตุ ส่วนที่เหลวไม่แข้นเหมือนปฐวี  เอิบอาบอยู่ในปฐวี  รักษาปฐวีให้สดอยู่  เช่น โลหิต  มันข้น  มันเปลว และเหงื่อเป็นต้น เป็นอาโปธาตุ  ส่วนที่ร้อนอบอุ่นรักษาปฐวีไม่ให้เน่า คือไออุ่นเกิดแต่หายใจสูดอากาศเข้าไปปรุงโลหิตที่เป็นไปโดยปกติ  หรือที่แรงจัดขึ้นในเวลาเป็นไข้ ความร้อนที่เกิดขึ้นเพราะร่างกายบดฝน และแรงในอาโปธาตุสำหรับละลายอาหาร  เป็นเตโชธาตุ ส่วนที่พัดไปมาเป็นเครื่องค้ำจุนปฐวี มีลมพัดขึ้นพัดลง  และอากาศอันขังอยู่ในช่องว่างแห่งร่างกายแรงขับโลหิตให้เดินและแรงสูบอากาศเข้าไปและขับออก  (คือหายใจ)  เป็นวาโยธาตุ  ธาตุทั้ง ๔ นี้คุมกันเป็นร่างกายฉันใด ในส่วนอันหนึ่งๆ แห่งร่างกายก็มีธาตุเหล่านี้เจือกันอยู่ฉันนั้น  เช่น  น้ำย่อมมีอยู่ในเนื้อ น้ำมันมีอยู่ในกระดูก  แต่เพราะเป็นของมีอยู่น้อยไม่ถึงซึ่งอันนับ จึงเรียกแต่ธาตุที่มีมาก
มีคำถามสอดเข้ามาว่า  อย่างไรร่างกายนี้จึงเดินได้พูดได้ ทำอะไรได้ต่างๆ แปลกจากรูปตุ๊กตาที่เขาปั้นไว้  มีคำแก้ว่า  จะอธิบายละเอียดก็จะยืดยาว  ขอกล่าวแต่เพียงว่า เกิดเพราะความพร้อมมูลปรองดองกัน  ตุ๊กตากลยังรู้จักเดินได้  หีบเสียงยังรู้จักพูดได้  เครื่องจักรยังเลื่อยไม้หรือสีข้าวได้  เป็นอะไรสังขารมีวิญญาณครองจะทำไม่ได้  ความพร้อมมูลปรองดองแห่งธาตุทั้ง   นั้น  เกิดกำลังหรืออำนาจอันสำคัญขึ้นอย่างหนึ่ง  ซึ่งเรียกว่า  มโน  และแปลว่าใจ  มโนนี้มีสายอยู่ ๕ สาย  เรียกว่าวิถี  ที่ปากหรือที่ปลายแห่งสายเหล่านี้เรียกว่าทวาร  คือ  นัยน์ตาเรียกว่าจักขุ ๑ หู  เรียกว่าโสตะ ๑ จมูก  เรียกว่าฆานะ  ๑  ลิ้นเรียกชิวหา ๑ กาย  ๑  จักษุเห็นรูป  โสตะฟังเสียง ฆานะสูบกลิ่น  ชิวหาลิ้มรส  กายถูกต้องโผฏฐัพพะแล้ว  มโนได้รับความรู้สึกทางวิถีทั้ง ๕ นี้  รูป เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  อันเป็นเหมือนเงาฉายมาปรากฏแก่มโนเรียกธรรมหรือ  ธรรมารมณ์  แล้วมโนสั่งไปตามวิถีแห่งกาย หรือตามวิถีอื่นในอวัยวะทำกิจนั้น ๆ  เพ่งความรู้ที่มโนได้รับทางทวาร  ๕  ท่าน  เรียกจักขุวิญญาณบ้าง  โสตวิญญาณบ้าง  ฆานวิญญาณบ้าง  ชิวหาวิญญาณบ้าง  กายวิญญาณบ้าง  เพ่งความรู้ของมโนเอง  เรียกมโนวิญญาณ. เหล่านี้เรียกธาตุละอย่างๆ  ที่เป็นทวาร  ๖  ที่เป็นอารมณ์ ๖ ที่เป็นวิญญาณ ๖ รวมเป็น  ๑๘ ท่านย่นให้สั้นเข้าอีกเป็น ๑ เรียกวิญญาณธาตุ เติมเข้ากับธาตุ ๕ ซึ่งเป็นรูป  รวมเรียกว่า  ธาตุ ๖ ดังแสดงไว้ในธาตุวิภังคสูตร ธาตุ  ๖  นี้ สงเคราะห์เข้าทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม

การแจกธาตุเป็นต่างๆ นั้น เป็นไปตามความเข้าใจของนักปราชญ์ในยุคหนึ่งๆ จะเอาเป็นยืนที่ไม่ได้  แต่ผลของการแจกธาตุให้กำหนดรู้นั้น คือ นำให้เข้าใจว่า สภาวะที่เป็นรูปธรรมน้อยๆ รวมกันเข้าเป็นรูปใหญ่ขึ้นโดยลำดับ  สภาวะที่เป็นนามธรรม  เกิดเพราะความพร้อมมูลปรองดองแห่งรูปธรรม นี้ควรจับเป็นหลักในกัมมัฏฐานนี้

สาธุชนผู้เจริญกัมมัฏฐานนี้ เข้าใจธาตุและสังขารโดยลักษณะและประเภทอย่างนี้แล้ว พึงนึกถึงกายนี้อันธาตุทั้ง ๔ คุมกันเข้า โดยบทบาลีว่า อตฺถิ  อิมสฺมึ  กาเย  ปฐวีธาตุ  อาโปธาตุ  เตโชธาตุ วาโยธาตุ แปลว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน  ธาตุน้ำ  ธาตุไฟ ธาตุลม ในชั้นแรกนึกถึงธาตุใด  ควรกำหนดลักษณะ หรือแม้ประเภทด้วย  ครั้นชำนาญแล้ว นึกเพียงแต่ชื่อธาตุ ลักษณะและประเภทก็จะปรากฏเอง ในสมัยใด ปลงใจเห็นลงเป็นธาตุคุมกัน ในสมัยนั้นเป็นอันได้ผลที่มุ่งหมายแห่งกัมมัฏฐานนี้ กัมมัฏฐานนี้ เป็นที่สบายแก่ชนมีวิจิกิจฉาเป็นเจ้าเรือน มีอานิสงส์ให้หายหลงในสภาวธรรม

Author Name

ฟอร์มรายชื่อติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *

ขับเคลื่อนโดย Blogger.