กรรมบถ กระทู้ธรรม กระทู้ธรรมตรี กระทู้ธรรมโท กระทู้ธรรมเอก กลอนเอตทัคคะ การท่องจำ การสอบ การให้คะแนน กุศลพิธี เก็งข้อสอบชั้นตรี เก็งข้อสอบชั้นโท เก็งข้อสอบชั้นเอก เก็งข้อสอบ ธ.ศ.ตรี เก็งข้อสอบ ธ.ศ.โท เก็งข้อสอบ ธ.ศ.เอก เก็งข้อสอบ น.ธ.ตรี เก็งข้อสอบ น.ธ.โท เก็งข้อสอบ น.ธ.เอก เก็งข้อสอบนักธรรมตรี เก็งข้อสอบนักธรรมโท เก็งข้อสอบนักธรรมเอก เก็งนักธรรมตรี-โท-เอก ข้อสอบ ข้อสอบธรรมศึกษาตรี ข้อสอบธรรมศึกษาโท ข้อสอบธรรมศึกษาเอก ข้อสอบธรรมสนามหลวง ข้อสอบ ธ.ศ. ข้อสอบ น.ธ. เขียนกระทู้ เขียนโจทย์ ความหมายกระทู้ธรรม คิหิปฏิบัติ โครสร้างกระทู้ธรรม ชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก ตรี ตัวอย่างการแต่งกระทู้ในใบตอบสนามหลวง แต่งกระทู้ ทริคกระทู้ ทานพิธี ธรรมศึกษา ธรรมศึกษาคืออะไร ธรรมศึกษาชั้นตรี ธรรมศึกษาชั้นโท ธรรมศึกษาชั้นเอก นักธรรม แนะนำ บทความธรรมศึกษา บุญพิธี ปกศ ธ.ศ. ปกศ น.ธ. ปกิณกพิธี ประโยคสำนวนที่ออกสอบ ประวัติธรรมศึกษา ผลสอบ ๒๕๕๖ ผลสอบธรรมสนามหลวง ผู้เขียนเว็บ พระกังขาเรวตะ พระกาฬุทายี พระกุมารกัสสปะ พระโกณฑธานะ พระขทิรวนิยเรวตะ พระจูฬปันถกะ พระนันทกะ พระนันทะ พระปิณโฑลภารทวาชะ พระปิลินทวัจฉะ พระปุณณมันตานีบุตร พระพากุละ พระพาหิยทารุจีริยะ พระภัททิยะ พระมหากัจจายนเถระ พระมหากัปปินะ พระมหากัสสปะ พระมหาโกฏฐิตะ พระมหาปันถกะ พระโมคคัลลานะ พระโมฆราช พระรัฐบาล พระราธะ พระราหุล พระลกุณฎกภัททิยะ พระวักกลิ พระวังคีสะ พระสาคตะ พระสารีบุตร พระสีวลี พระสุภูติ พระโสณกุฎิกัณณะ พระโสณโกฬิวิสะ พระโสภิตะ พระอนุรุทธะ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระอานนท์ พระอุบาลี พระอุปเสนะ พระอุรุเวลกัสสปะ พุทธประวัติ พุทธศาสนสุภาษิตชั้นตรี พุทธศาสนสุภาษิตชั้นโท พุทธศาสนสุภาษิตชั้นเอก เรียนธรรมศึกษา เลขใบประกาศนียบัตร วันแม่แห่งชาติ วันสอบธรรมสนามหลวง59 วันสอบสนามหลวง วันอาสาฬหบูชา วิชากรรมบถชั้นเอก วิชากระทู้ธรรมชั้นตรี วิชากระทู้ธรรมชั้นโท วิชากระทู้ธรรมชั้นเอก วิชาธรรมวิจารณ์ชั้นเอก วิชาธรรมวิภาคชั้นตรี วิชาธรรมวิภาคชั้นโท วิชาเบญจศีลเบญจธรรมชั้นตรี วิชาพุทธประวัติชั้นตรี วิชาพุทธานุทธประวัติชั้นเอก วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นตรี วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นโท วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นเอก วิชาอนุพุทธประวัติชั้นโท วิชาอุโบสถศีลชั้นโท วิธีตรวจกระทู้ธรรม วิธีเรียนธรรมศึกษา วิธีสมัครสอบ ศาสนพิธี ศาสนพิธีชั้นตรี ศาสนพิธีชั้นโท สถิติข้อสอบ สถิติข้อสอบกระทู้ธรรม สนามสอบในต่างประเทศ สนามสอบแผนกธรรม สอบนักธรรม สอบนักธรรมตรี2557 สารบัญเรียนธรรมศึกษา สุภาษิต หนังสือเรียนชั้นตรี หนังสือเรียนชั้นโท หนังสือเรียนชั้นเอก หลักสูตรเรียน หลักสูตรเรียนธรรมตรี หลักสูตรเรียนธรรมโท หลักสูตรเรียนธรรมเอก Book Like Scoring

<h1> history of  the 16 disciple, ประวัติพระเถระ 16 รูป และ ศิษย์พราหมณ์พาวรี </h1>



ประวัติพระเถระ ๑๖ รูป
ผู้เคยเป็นศิษย์พราหมณ์พาวรี
มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อพาวรี ซึ่งออกไปบวชประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์   ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี  ในที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะและอาฬกะ  เป็นอาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์  ได้ทราบว่าพระโอรสของศากยราช  เสด็จออกบรรพชา  ปฏิญญาพระองค์ว่าเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ  แสดงธรรมสั่งสอนประชุมชน  มีคนเชื่อและเลื่อมใส  ยอมตนเป็นสาวกปฏิบัติตามคำสั่งสอนเป็นอันมาก

พาวรีคิดหลากใจใคร่จะสืบสวนให้ได้ความแน่  จึงเรียกมาณพผู้เป็นศิษย์  ๑๖  คนมีอชิตมาณพเป็นหัวหน้า  ผูกปัญหาให้คนละหมวดๆ  ให้ไปทูลถามลองดู  มาณพทั้ง ๑๖ คนลาอาจารย์แล้ว  พามาณพที่เป็นบริวารไปเฝ้าพระศาสดาที่ปาสาณเจดีย์แว่นแคว้นมคธ  ทูลขอโอกาสถามปัญหาคนละหมวด ๆ  ครั้นพระศาสดาทรงอนุญาตแล้ว อชิตมาณพทูลถามปัญหาเป็นคนแรก  ๔  ข้อ  ดังนี้ว่า  โลกคือหมู่สัตว์  อันอะไรปิดบังไว้  จึงหลงดุจอยู่ในที่มืด, เพราะอะไรเป็นเหตุ จึงไม่มีปัญญาเห็นปรากฏพระองค์ตรัสว่า  อะไรเป็นเครื่องฉาบไล้สัตว์โลกนั้นให้ติดอยู่และตรัสว่าอะไรเป็นภัยใหญ่ของสัตว์โลกนั้น

พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า  โลกคือหมู่สัตว์  อันอวิชชาคือความไม่รู้แจ้ง  ปิดบังไว้แล้ว  จึงหลงดุจอยู่ในที่มืด, เพราะความอยากมีประการต่างๆ  และความประมาทเลินเล่อ  จึงไม่มีปัญญาเห็นปรากฏเรากล่าวว่าความอยากเป็นเครื่องฉาบไล้สัตว์โลกให้ติดอยู่และเรากล่าวว่าทุกข์เป็นภัยใหญ่ของสัตว์โลกนั้น

                . พระองค์จงตรัสบอกว่า  อะไรเป็นเครื่องห้าม  เป็นเครื่องกันความอยาก  ซึ่งเป็นดุจกระแสน้ำ  หลั่งไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง  ความอยากนั้น  จะละได้เพราะ  ธรรมอะไร

          . เรากล่าวว่า  สติเป็นเครื่องห้ามเป็นเครื่องกั้นความอยากนั้น  และความอยากนั้น  จะละได้เพราะปัญญา

          . ปัญญา สติ  กับนามรูปนั้น  จะดับไป  ณ  ที่ไหน  ข้าพเจ้าทูลถามแล้ว  ขอพระองค์ตรัสบอกความข้อนี้แก่ข้าพเจ้า

          . เราจะแก้ปัญหาที่ท่านถามถึงที่ดับนามรูปสิ้นเชิง  ไม่มีเหลือแก่ท่าน  เพราะวิญญาณดับไปก่อน  นามรูปจึงดับไป  ณ  ที่นั้นเอง

          อ. ชนผู้มีธรรมได้พิจารณาเห็นแล้ว  และชนผู้ยังต้องศึกษาอยู่สองพวกนี้  มีอยู่ในโลกเป็นอันมาก  ข้าพเจ้าขอทูลถามถึงความประพฤติ  ของชนสองพวกนั้น  พระองค์มีพระปัญญาแก่กล้า  ขอจงตรัสบอกแก่ข้าพเจ้า

          . ภิกษุผู้มีธรรมได้พิจารณาเห็นแล้ว และชนผู้ยังต้องศึกษาอยู่ ต้องเป็นผู้ไม่กำหนัดในกามทั้งหลาย  มีใจไม่ขุ่นมัว  ฉลาดในธรรมทั้งปวง  มีสติอยู่ในทุกอิริยาบถ

ครั้นพระศาสดาทรงแก้ปัญหาที่อชิตมาณพทูลถามอย่างนี้แล้ว  โมฆราชมาณพปรารภจะทูลถามปัญหา  ได้ยินว่า  โมฆราชมาณพนั้นถือตัวว่าเป็นคนมีปัญญากว่ามาณพทั้ง  ๑๕  คน  คิดจะทูลถามก่อนแต่เห็นว่า    อชิตมาณพเป็นผู้ใหญ่กว่า   จึงยอมให้ทูลถามก่อน   ครั้นอชิตมาณพถามแล้ว  จึงปรารภจะทูลถามเป็นที่   ๒  พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นอาการอย่างนั้นแล้วตรัสห้ามว่า  โมฆราชท่านยอมให้มาณพอื่นถามก่อนเถิด  โมฆราชมาณพก็หยุดนิ่งอยู่
ดับนั้น  ติสสเมตเตยยมาณพ  ทูลถามปัญหาเป็นที่  ๒ ว่า ใครชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ คือ  เต็มความประสงค์ในโลกนี้ ความอยากซึ่งเป็นเหตุทะเยอทะยานดิ้นรนของใครไม่มี ใครรู้ส่วนข้างปลายทั้งสอง (คืออดีตกับอนาคต)

ด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง (คือปัจจุบัน) พระองค์ตรัสว่า ใครเป็นมหาบุรุษ ใครล่วงความอยากอันผูกใจสัตว์ไว้ในโลกนี้  ดุจด้ายเป็นเครื่องเย็บผ้าให้ติดกันไปได้.

พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า  ภิกษุผู้ประพฤติพรหมจรรย์  สำรวมในกามทั้งหลาย  ปราศจากความอยากแล้ว  มีสติระลึกได้ทุกเมื่อ  พิจารณาเห็นโดยชอบแล้ว  ดับเครื่องร้อนกระวนกระวายเสียได้แล้ว  ชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ  คือ  เต็มความประสงค์ในโลกนี้  ความอยากซึ่งเป็นเหตุทะเยอทะยานดิ้นรนของภิกษุนั่นแลไม่มี  ภิกษุนั้นแลรู้ส่วนข้างปลายทั้งสองด้วยปัญญาแล้ว  ไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง  เรากล่าวว่าภิกษุนั้นแลเป็นมหาบุรุษ  ภิกษุนั้นแลล่วงความอยากอันผูกใจสัตว์ไว้ในโลกนี้  ดุจด้ายเป็นเครื่องเย็บผ้าให้ติดกันไปได้

ครั้นพระศาสดาทรงแก้ปัญหาที่ติสสเมตเตยยมาณพทูลถามอย่างนี้แล้ว ปุณกมาณพ  ทูลถามปัญหาเป็นที่ ๓ ว่า  บัดนี้มีปัญหามาถึงพระองค์ผู้หาความหวาดหวั่นมิได้  รู้เหตุที่เป็นรากเหง้าของสิ่งทั้งปวง ข้าพเจ้าขอทูลถาม  หมู่มนุษย์ในโลกนี้  คือ  ฤาษี  กษัตริย์  พราหมณ์เป็นอันมาก  อาศัยอะไรจึงบูชายัญบวงสรวงเทวดา  ขอพระองค์จงตรัสบอกความข้อนั้นแก่ข้าพเจ้า

พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า หมู่มนุษย์เหล่านั้น  อยากได้ของที่ตนปรารถนา  อาศัยของที่ชราทรุดโทรม  จึงบูชายัญบวงสรวงเทวดา

          . หมู่มนุษย์เหล่านั้น  ถ้าไม่ประมาทในยัญของตน  จะข้ามพ้นชาติชราได้บ้างหรือไม่.

          . หมู่มนุษย์เหล่านั้น  มุ่งลาภที่ตนหวัง  จึงพูดสรรเสริญการบูชายัญ  รำพันสิ่งที่ตัวใคร่ดังนั้น  ก็เพราะอาศัยลาภ  เรากล่าวว่าผู้บูชายัญเหล่านั้น   ยังเป็นคนกำหนัดยินดีในภพ  ไม่ข้ามพ้นชาติชราไปได้

          . ถ้าผู้บูชายัญเหล่านั้น  ข้ามพ้นชาติชรา  เพราะยัญของตนไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้  ใครเล่าในเทวโลกหรือในมนุษยโลก ข้ามพ้นชาติชรานั้นได้แล้ว

          . ความอยากซึ่งเป็นเหตุทะเยอทะยานดิ้นรน  ในโลกไหน ๆ  ของผู้ใดไม่มี  เพราะได้พิจารณาเห็นธรรมที่ยิ่งและหย่อนในโลก  เรากล่าวว่าผู้นั้นซึ่งสงบระงับได้ไม่มีทุจริตความประพฤติชั่ว  อันจะทำให้มัวหมองดุจควันไฟอันจับเป็นเขม่า  ไม่มีกิเลสอันจะกระทบจิต  หาความอยากทะเยอทะยานมิได้  ข้ามพ้นชาติชราไปได้แล้ว

ครั้นพระศาสดาทรงแก้ปัญหา  ที่ปุณณกมาณพทูลถามอย่างนี้แล้ว  เมตตคูมาณพทูลถามปัญหาเป็นที่ ๔  ว่า  ข้าพเจ้าขอทูลถาม  ขอพระองค์จงตรัสบอกข้อความที่จะทูลถามนั้นแก่ข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าทราบว่า พระองค์ถึงที่สุดจบไตรเพท  มีจิตอันได้อบรมดีแล้ว  ทุกข์ในโลกหลายประการ  ไม่ใช่แต่อย่างเดียวนี้   มีมาแล้วแต่อะไร

พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า  ท่านถามเราถึงเหตุเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์  เราจักบอกแก่ท่านตามรู้เห็น  ทุกข์ในโลกนี้มีอุปธิคือกรรมและกิเลสเป็นเหตุ  ล้วนเกิดมาก่อนแต่อุปธิ  ผู้ใดเป็นคนเขลาไม่รู้แล้ว  กระทำอุปธินั้นให้เกิดขึ้น  ผู้นั้นย่อมถึงทุกข์เนืองๆ  เหตุนั้นเมื่อรู้เห็นว่าอุปธิเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์   อย่ากระทำให้เกิดมี

          . ข้าพเจ้าทูลถามข้อใด  ก็ทรงแก้ข้อนั้น ประทานแก่ข้าพเจ้าแล้ว  ข้าพเจ้าขอทูลถามข้ออื่นอีก  ขอเชิญพระองค์ทรงแก้  อย่างไรผู้มีปัญญาจึงข้ามพ้นห้วงทะเลใหญ่  คือชาติชราและโศกพิไรรำพันเสียได้ ขอพระองค์จงทรงแก้ข้อนั้นประทานแก่ข้าพเจ้า เพราะว่าธรรมนั้น  พระองค์คงทรงทราบแล้ว

          . เราจักแสดงธรรมที่จะพึงเห็นแจ้งด้วยตนเอง  ในอัตภาพนี้  ไม่ต้องพิศวงตามคำของผู้อื่น  คืออย่างนี้ ๆ ที่บุคคลได้ทราบแล้วจะเป็นผู้มีสติ  ดำเนินข้ามความอยากอันให้ติดอยู่ในโลกเสียได้แก่ท่าน

          . ข้าพเจ้ายินดีธรรม  ที่สูงสุดนั้นเป็นอย่างยิ่ง

          . ท่านรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง  ในส่วนเบื้องบน  (คืออนาคต)  ในส่วนเบื้องต่ำ  (คืออดีต)  ในส่วนท่ามกลาง  (คือปัจจุบัน) จงบรรเทาความเพลิดเพลินความยึดมั่น  ในส่วนเหล่านั้นเสีย  วิญญาณของท่านจะไม่ตั้งอยู่ในภพ  ภิกษุผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้  มีสติไม่เลินเล่อ  ได้ทราบแล้ว  ละความถือมั่นว่าของเราเสียได้แล้ว  จะละทุกข์คือชาติชราและโศกพิไรรำพันในโลกนี้ได้

          . ข้าพเจ้าชอบใจพระวาจาของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง  ธรรมอันไม่มีอุปธิ พระองค์ทรงแสดงชอบแล้ว พระองค์คงละทุกข์ได้แน่แล้ว เพราะว่าพระองค์ได้ทรงทราบธรรมนี้แล้ว  แม้ท่านผู้รู้ที่พระองค์ทรงสั่งสอนอยู่เป็นนิตย์ ไม่หยุดหย่อน คงละทุกข์นั้นได้ด้วยเป็นแน่เหตุนั้น  ข้าพเจ้าจึงได้มาถวายบังคมพระองค์  ด้วยตั้งใจจะให้ทรงสั่งสอนข้าพเจ้าเป็นนิตย์ ไม่หยุดหย่อนเหมือนอย่างนั้นบ้าง

          . ท่านรู้ว่าผู้ใดเป็นพราหมณ์ถึงที่สุดจบไตรเพท  ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล  ไม่ติดข้องอยู่ในกามภพ  ผู้นั้นแลข้ามล่วงเหตุแห่งทุกข์  ดุจห้วงทะเลอันใหญ่นี้ได้แน่แล้ว  ครั้นข้ามถึงฝั่งแล้วเป็นคนไม่มีกิเลสอันตรึงจิต  สิ้นความสงสัย  ผู้นั้นครั้นรู้แล้วถึงที่สุดจบไตรเพทในศาสนานี้  ละธรรมที่เป็นเหตุติดข้องอยู่ในภพน้อยภพใหญ่เสียได้แล้ว  เป็นคนมีความอยากสิ้นแล้ว  ไม่มีกิเลสอันจะกระทบจิต  หาความอยากทะเยอทะยานมิได้  เรากล่าวว่าผู้นั้นแลข้ามพ้นชาติชราได้แล้ว

ครั้นพระศาสดาทรงแก้ปัญหา  ที่เมตตคูมาณพทูลถามฉะนี้แล้ว  โธตกมาณพทูลถามปัญหาเป็นคำรบ ๕ ว่า ข้าพเจ้าทูลถามพระองค์  ขอจงตรัส

บอกแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอยากจะฟังพระวาจาของพระองค์  ข้าพเจ้าได้ฟังพระสุรเสียงของพระองค์แล้ว จะศึกษาข้อปฏิบัติซึ่งเป็นเครื่องดับกิเลสของตน
         
พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า  ถ้าอย่างนั้น  ท่านจงเป็นคนมีปัญญา มีสติทำความเพียรในศาสนานี้เถิด
          . ข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้เป็นพราหมณ์ หากังวลมิได้ เที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก  เหตุนั้นข้าพเจ้าขอถวายบังคมพระองค์  ขอพระองค์ทรงเปลื้องข้าพเจ้าเสียจากความสงสัยเถิด

          . เราเปลื้องใครๆ ในโลก  ผู้ยังมีความสงสัยอยู่ไม่ได้  เมื่อท่านรู้ธรรมอันประเสริฐ  ก็จะข้ามห้วงทะเลใหญ่ คือ กิเลสอันนี้เสียได้เอง

          . ขอพระองค์จงทรงพระกรุณา  แสดงธรรมอันสงัดจากกิเลสที่ข้าพเจ้าควรจะรู้  สั่งสอนข้าพเจ้าให้เป็นคนโปร่งไม่ขัดข้องดุจอากาศ  สงบระงับกิเลสเสียได้  ไม่อาศัยสิ่งหนึ่งสิ่งใดเที่ยวอยู่ในโลกนี้

          . เราจะบอกอุบายเครื่องสงบระงับกิเลส  ซึ่งจะเห็นเองไม่ต้องเชื่อตามตื่นข่าว ที่บุคคลได้ทราบแล้ว  จะมีสติข้ามความอยากที่ตรึงใจไว้ในโลกเสียได้แก่ท่าน

          ธ. ข้าพเจ้าชอบใจอุบายเครื่องสงบระงับกิเลสอันสูงสุดนั้นเป็นอย่างยิ่ง

          . ถ้าท่านรู้ว่าความทะยานอยากทั้งเบื้องบน  เบื้องต่ำ  ท่ามกลางเป็นเหตุให้ติดข้องอยู่ในโลก  ท่านอย่าทำความทะยานอยาก  เพื่อจะเกิดในภพน้อยใหญ่

ครั้นพระศาสดาทรงแก้ปัญหา ที่โธตกมาณพทูลถามอย่างนี้แล้ว  อุปสีวมาณพทูลถามปัญหาคำรบ  ๖ ว่า ลำพังข้าพเจ้าผู้เดียวไม่ได้อาศัยอะไรแล้ว ไม่อาจข้ามห้วงทะเลใหญ่  คือกิเลสได้   ขอพระองค์ตรัสบอกอารมณ์ที่หน่วงเหนี่ยว ซึ่งข้าพเจ้าจะควรอาศัยข้ามห้วงนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด

พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า  ท่านจงเป็นผู้มีสติเพ่งอากิญจัญญายตนฌาน  อาศัยอารมณ์ว่าไม่มี  ๆ  ดังนี้  ข้ามห้วงเสียเถิด  ท่านจงละกามทั้งหลายเสีย  เป็นคนเว้นจากความสงสัย   เห็นธรรมที่สิ้นไปแห่งความทะเยอทะยานอยากให้ปรากฏชัด  ทั้งกลางคืนกลางวันเถิด

          อุ. ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลายทั้งปวงแล้ว  ล่วงฌานอื่นได้แล้ว  อาศัยอากิญจัญญายตนฌาน  (คือความเพ่งใจว่า  ไม่มีอะไร”  เป็นอารมณ์)  น้อมใจแล้วในอากิญจัญญายตนฌาน  ซึ่งเป็นธรรมที่เปลื้องสัญญาอย่างประเสริฐสุด  ผู้นั้นจะตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนฌานนั้น  ไม่มีเสื่อมบ้างหรือ

          . ผู้นั้นจะตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนฌานนั้น  ไม่มีเสื่อม.

          อุ. ถ้าผู้นั้นจะตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนฌานนั้น ไม่มีเสื่อมสิ้นไปเป็นอันมาก  เขาจะเป็นคนยั่งยืนอยู่ในอากิญจัญญายตนฌานนั้น  หรือจะดับขันธปรินิพพาน
วิญญาณของคนเช่นนั้นจะเป็น  ฉันใด

          .  เปลวไฟอันกำลังลมเป่าแล้วดับไป  ไม่ถึงความนับว่าได้ไปแล้วในทิศไหน  ฉันใด  ท่านผู้รู้พ้นไปแล้วจากกองนามรูป  ย่อมดับไม่มีเชื้อเหลือ  (คือดับพร้อมทั้งกิเลสทั้งขันธ์)  ไม่ถึงความนับว่าไปเกิดเป็นอะไร  ฉันนั้น

          อุ. ท่านผู้นั้นดับไปแล้ว  หรือว่าเป็นแต่ไม่มีตัว  หรือจะเป็นผู้ตั้งอยู่ยั่งยืน  หาอันตรายมิได้  ขอพระองค์ทรงพยากรณ์ความข้อนั้นแก่ข้าพเจ้า  เพราะว่าธรรมนั้นพระองค์ได้ทรงทราบแล้ว
          . ประมาณแห่งเบญจขันธ์ของผู้ที่ดับปรินิพพานแล้วมิได้มีกิเสส  ซึ่งเป็นเหตุกล่าวผู้นั้นว่าไปเกิดเป็นอะไรของผู้นั้น  ก็มิได้มีเมื่อธรรมทั้งหลาย  (มีขันธ์เป็นต้น)  อันผู้นั้นขจัดได้หมดแล้ว  ก็ตัดทางแห่งถ้อยคำที่จะพูดถึงผู้นั้นว่าเป็นอะไรเสียทั้งหมด

ครั้นพระศาสดาทรงแก้ปัญหา  ที่อุปสีวมาณพทูลถามอย่างนี้แล้ว   นันทมาณพทูลถามปัญหาเป็นที่  ๗  ว่า  ชนทั้งหลายกล่าวว่า  มุนีมีอยู่ในโลกนี้  ข้อนี้เป็นอย่างไร  เขาเรียกคนถึงพร้อมด้วยญาณ  หรือถึงพร้อมด้วยการเลี้ยงชีวิต  ว่าเป็นมุนี

พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า  ผู้ฉลาดในโลกนี้  ไม่กล่าวคนว่าเป็นมุนี  ด้วยความเห็น  ด้วยความสดับ  หรือด้วยความรู้  เรากล่าวว่าคนใด  ทำตนให้ปราศจากกองกิเลส  เป็นคนหากิเลสมิได้  ไม่มีความหวังทะยานอยากเที่ยวอยู่  คนผู้นั้นแลชื่อว่ามุนี

          . สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง  กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยความเห็น  ด้วยความฟัง  ด้วยศีลและพรต  และด้วยวิธีเป็นอันมาก  สมณพราหมณ์เหล่านั้นประพฤติในวิธีเหล่านั้น  ตามที่ตนเห็นว่าเป็นเครื่องบริสุทธิ์ ข้ามพ้นชาติชราได้แล้วบ้างหรือหาไม่  ข้าพเจ้าทูลถาม  ขอพระองค์ตรัสบอกความข้อนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด.

          . สมณพราหมณ์เหล่านั้น แม้ถึงประพฤติอย่างนั้น  เรากล่าวว่า พ้นชาติชราไม่ได้แล้ว

          . ถ้าพระองค์ตรัสว่า  สมณพราหมณ์เหล่านั้นข้ามห้วงไม่ได้แล้ว  เมื่อเป็นเช่นนั้น  ใครเล่าในเทวโลกหรือในมนุษย์โลก  ข้ามพ้นชาติชราได้แล้ว

          . เราไม่กล่าวว่า  สมณพราหมณ์  อันชาติชราครอบงำแล้วหมดทุกคนแต่เรากล่าวว่า   สมณพราหมณ์เหล่าใดในโลกนี้ละอารมณ์ที่ตน  ได้เห็น ได้ฟังได้รู้  และศีลพรตกับวิธีเป็นอันมากเสียทั้งหมด  กำหนดรู้ตัณหาว่าเป็นโทษควรละแล้ว เป็นผู้หาอาสวะมิได้  สมณพราหมณ์เหล่านั้นแล  ข้ามห้วงได้แล้ว

          . ข้าพเจ้าชอบใจพระวาจาของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง  พระองค์ทรงแสดงธรรมอันไม่มีอุปธิ  (กิเลส) ชอบแล้ว แม้ข้าพเจ้าก็เรียกสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่า  ผู้ข้ามห้วงได้แล้ว  เหมือนพระองค์ตรัส

 ครั้นพระศาสดาทรงแก้ปัญหา  ที่นันทมาณพทูลถามอย่างนี้แล้ว  เหมกมาณพทูลถามปัญหาเป็นที่  ๘  ว่า  ในปางก่อนแต่ศาสนาของพระองค์  อาจารย์ทั้งหลายได้ยืนยันว่า  อย่างนั้นได้เคยมีมาแล้ว  อย่างนี้จักมีต่อไปข้างหน้า  คำนี้ล้วนเป็นแต่ว่าอย่างนี้แล ๆ  สำหรับแต่จะทำความตรึกฟุ้งให้มากขึ้น  ข้าพเจ้าไม่พอใจในคำนั้นเลย  ขอพระองค์ตรัสบอกธรรมเป็นเหตุถอนตัณหา  ที่ข้าพเจ้าทราบแล้วจะพึงเป็นคนมีสติข้ามล่วงตัณหาอันให้ติดอยู่ในโลก  แก่ข้าพเจ้าเถิด

พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า  ชนเหล่าใด  ได้รู้ว่า  พระนิพพาน  เป็นที่บรรเทาความกำหนัดพอใจในอารมณ์ที่รัก ซึ่งได้เห็นแล้ว  ได้ฟังแล้ว  ได้ดมแล้ว  ได้ชิมแล้ว  ได้ถูกต้องแล้ว  และได้รู้แล้วด้วยใจ และเป็นธรรมไม่เปลี่ยนแปลง  ดังนั้นแล้ว  เป็นคนมีสติ  มีธรรมอันเห็นแล้ว  ดับกิเลสได้แล้ว  ชนผู้สงบระงับกิเลสได้แล้วนั้น  ข้ามล่วงตัณหาอันให้ติดอยู่ในโลกได้แล้ว

ครั้นพระศาสดาทรงแก้ปัญหา  ที่เหมกมาณพทูลถามอย่างนี้แล้ว  โมฆราชมาณพ  ปรารภจะทูลถามปัญหาอีก  พระศาสดาตรัสห้ามให้รอก่อน  เหมือนหนหลัง  โตเทยยมาณพจึงทูลถามปัญหาเป็นที่ ๙ ว่า  กามทั้งหลายไม่ตั้งอยู่ในผู้ใด  ตัณหาของผู้ใดไม่มี  และผู้ใดข้ามล่วงความสงสัยเสียได้  ความพ้นของผู้นั้นเป็นเช่นไร
   
พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า  ความพ้นของผู้นั้น  ที่จะเป็นอย่างอื่นอีกมิได้มี (อธิบายว่าผู้นั้นพ้นจากกาม  จากตัณหา จากความสงสัยแล้ว  กามก็ดี  ตัณหาก็ดี  ความสงสัยก็ดี จะกลับเกิดขึ้น  ผู้นั้นจะต้องเพียรพยายามเพื่อจะทำตนให้พ้นไปอีกหามีไม่  ความพ้นของผู้นั้นเป็นอันคงที่ไม่แปรผันเป็นอย่างอื่น)

          . ผู้นั้นเป็นคนมีความหวังทะเยอทะยานหรือไม่มี  เป็นคนมีปัญญาแท้  หรือเป็นแต่ก่อตัณหาและทิฏฐิให้เกิดขึ้นด้วยปัญญา ข้าพเจ้าจะรู้จักท่านผู้มุนีนั้นได้อย่างไร ขอพระองค์ตรัสบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด

          . ผู้นั้นเป็นคนไม่มีความหวังทะเยอทะยาน  จะเป็นคนมีความหวังทะเยอทะยานก็หาไม่  เป็นคนมีปัญญาแท้  จะเป็นแต่คนก่อตัณหาและทิฏฐิให้เกิดด้วยปัญญาก็หาไม่  ท่านจงรู้จักมุนีว่า คนไม่มีกังวลไม่ติดอยู่ในกามภพ อย่างนี้เถิด

ครั้นพระศาสดาทรงแก้ปัญหา  ที่โตเทยยมาณพทูลถามอย่างนี้แล้ว กัปปมาณพทูลถามปัญหาเป็นที่ ๑๐ ว่า   ขอพระองค์ตรัสบอกธรรมซึ่งจะเป็นที่พึ่งพำนักของชนอันชราและมรณะมาถึงรอบข้าง  ดุจเกาะอันเป็นที่พำนักอาศัยของชนผู้ตั้งอยู่ในท่ามกลางสาคร  เมื่อคลื่นใหญ่ที่น่ากลัวเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า  อย่าให้ทุกข์นี้มีได้อีก

พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า  เรากล่าวว่านิพพานอันไม่มีกิเลสเครื่องกังวลไม่มีตัณหาเครื่องถือมั่น  เป็นที่สิ้นแห่งชราและมรณะนี้แล  เป็นดุจเกาะ  หาใช่ธรรมอื่นไม่  ชนเหล่าใดรู้นิพพานนั้นแล้วเป็นคนมีสติ  มีธรรมอันเห็นแล้ว  ดับกิเลสได้แล้ว  ชนเหล่านั้น  ไม่ต้องตกอยู่ในอำนาจของมาร  ไม่ต้องเดินไปในทางของมารเลย

ครั้นพระศาสดาทรงแก้ปัญหา  ที่กัปปมาณพทูลถามอย่างนี้แล้ว  ชตุกัณณีมาณพทูลถามปัญหาที่  ๑๑ ว่า ข้าพเจ้าได้ทราบว่าพระองค์ไม่ใช่ผู้ใคร่กาม  ข้ามห้วงกิเลสเสียได้แล้ว  จึงมาเฝ้าเพื่อทูลถาม  พระองค์ผู้หากิเลสกามมิได้  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระปัญญาดุจดวงตาเกิดพร้อมกับตรัสรู้  จงแสดงธรรมอันระงับแก่ข้าพเจ้าโดยถ่องแท้  เหตุว่า  พระองค์ทรงผจญกิเลสกามให้แห้งหายได้  ดุจพระอาทิตย์อันส่องแผ่นดินให้แห้งด้วยรัศมี  ขอพระองค์ผู้มีพระปัญญากว้างใหญ่ราวกับแผ่นดิน ตรัสบอกธรรมเป็นเครื่องละชาติชราในอัตภาพนี้ที่ข้าพเจ้าควรจะทราบ  แก่ข้าพเจ้าผู้มีปัญญาน้อยเถิด

พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า  ท่านจงนำความกำหนัดในกามเสียให้สิ้น  เห็นความออกไปจากกามโดยเป็นความเกษมเถิด  กิเลสเครื่องกังวลที่ท่านยึดไว้ด้วยตัณหาและทิฏฐิซึ่งควรจะสละเสีย  อย่าเสียดแทงใจของท่านได้  กังวลใดได้มีแล้วในปางก่อน  ท่านจงให้กังวลนั้นเหือดแห้งเสีย  กังวลในภายหลังอย่าให้มีแก่ท่าน  ถ้าท่านจักไม่ถือเอากังวลในท่ามกลาง  ท่านจักเป็นคนสงบระงับกังวลได้เที่ยวอยู่  อาสวะ  (กิเลส)  ซึ่งเป็นเหตุถึงอำนาจมัจจุราชของชนผู้ปราศจากความกำหนัดในนามรูป  โดยอาการทั้งปวง  มิได้มี

ครั้นพระศาสดาทรงแก้ปัญหา  ที่ชตุกัณณีมาณพทูลถามอย่างนี้แล้ว  ภัทราวุธมาณพทูลถามปัญหาเป็นที่ ๑๒ ว่า  ข้าพเจ้าทูลขออาราธนาพระองค์  ผู้ทรงละอาลัยตัดตัณหาเสียได้  ไม่หวั่นไหว  (เพราะโลกธรรม)  ละความเพลิดเพลินเสียได้  ข้ามห้วงกิเลสพ้นไปได้แล้ว  ละธรรมเป็นเครื่องให้ดำริ (ไปต่าง ๆ)  คือตัณหาและทิฏฐิได้แล้ว  มีพระปรีชาญาณอันดี  ชนที่อยู่ชนบทต่าง ๆ  อยากจะฟังพระวาจาของพระองค์  มาพร้อมกันแล้วจากชนบทนั้น ๆ  ได้ฟังพระวาจาของพระองค์แล้วจักกลับไปจากที่นี่  ขอพระองค์จงทรงแก้ปัญหาเพื่อชนเหล่านั้น  เพราะว่าธรรมนั้นพระองค์ได้ทราบแล้ว

พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า  หมู่ชนนั้นควรจะนำตัณหาที่เป็นเหตุถือมั่นในส่วนเบื้องบนเบื้องต่ำเบื้องขวาง  คือ  ท่ามกลางทั้งหมดให้สิ้นเชิง  เพราะเขาถือมั่นสิ่งใด  ๆ  ในโลก  มารย่อมติดตามเขาได้โดยสิ่งนั้น ๆ   เหตุนั้นเมื่อภิกษุรู้อยู่  เห็นหมู่สัตว์ผู้ติดอยู่ในวัฏฏะเป็นที่ตั้งแห่งมารนี้ว่า  ติดอยู่เพราะความถือมั่นดังนี้   พึงเป็นคนมีสติไม่ถือมั่นกังวลในโลกทั้งปวง

ครั้นพระศาสดาทรงแก้ปัญหา  ที่ภัทราวุธมาณพทูลถามอย่างนี้แล้ว  อุทยมาณพทูลถามปัญหาเป็นที่ ๑๓ ว่า  ข้าพเจ้ามีความประสงค์จะทูลถามปัญหา  จึงมาเฝ้าพระองค์ผู้ทรงนั่งบำเพ็ญฌาน  มีพระสันดานปราศจากกิเลสธุลี  หาอาสวะมิได้  ได้ทรงทำกิจที่จำจะต้องทำเสร็จแล้วบรรลุถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง  ขอพระองค์จงทรงแสดงธรรมเป็นเครื่องพ้น (จากกิเลส) ที่ควรรู้ทั่วถึง   ซึ่งเป็นเครื่องทำลายอวิชชา  ความเขลาไม่รู้แจ้งเสีย
 
พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า  เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องละความพอใจในกามและโทมนัสเสียทั้งสองอย่าง  เป็นเครื่องบรรเทาความง่วงเป็นเครื่องห้ามความรำคาญ  มีอุเบกขากับสติเป็นธรรมบริสุทธิ์  มีความตรึกกอปรด้วยธรรมเป็นเบื้องหน้า  ว่าเป็นธรรมเครื่องพ้น (จากกิเลส) ที่ควรรู้ทั่วถึง  ซึ่งเป็นเครื่องทำลายอวิชชาความเขลาไม่รู้แจ้งเสีย

          อุ. โลกมีอะไรผูกพันไว้ อะไรเป็นเครื่องสัญจรของโลกนั้น  ท่านกล่าวกันว่านิพพานๆ  ดังนั้น  เพราะละอะไรได้

          . โลกมีความเพลิดเพลินผูกพันไว้  ความตรึกเป็นเครื่องสัญจรของโลกนั้นท่านกล่าวกันว่านิพพานๆ  ดังนี้ เพราะละตัณหาเสียได้

          อุ.  เมื่อบุคคลมีสติระลึกอย่างไรอยู่  วิญญาณจึงจะดับ, ข้าพเจ้าทั้งหลายมาเฝ้าแล้ว  เพื่อทูลถามพระองค์  ขอให้ได้ฟังพระวาจาของพระองค์เถิด

          . เมื่อบุคคลไม่เพลิดเพลินเวทนาทั้งภายในภายนอก มีสติระลึกอย่างนี้ วิญญาณจึงจะดับ

ครั้นพระศาสดาทรงแก้ปัญหาที่อุทยมาณพทูลถามอย่างนี้แล้ว  โปสาลมาณพทูลถามปัญหาเป็นที่  ๑๔  ว่า  ข้าพเจ้ามีความประสงค์จะทูลถามปัญหา  จึงได้มาเฝ้าพระองค์  ผู้ทรงสำแดงพระปรีชาญาณในกาลเป็นอดีต  ไม่ทรงหวั่นไหว  (เหตุสุขทุกข์) มีความสงสัยอันตัดเสียได้แล้ว  บรรลุถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง  ข้าพเจ้าขอทูลถามถึงญาณของบุคคล  ผู้มีความกำหนดหมายในรูปแจ้งชัด  (คือ บรรลุอรูปฌานที่เรียกว่าอากิญจัญญายตนะ) บุคคลเช่นนั้นจะควรแนะนำสั่งสอนให้ทำอย่างไรต่อไป
 
พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า  พระตถาคตเจ้าทราบภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณทั้งหมด จึงทรงทราบบุคคลผู้เช่นนั้นแม้ยังตั้งอยู่ในโลกนี้ว่า  มีอัธยาศัยน้อมไปใน  อากิญจัญญายตนภพ  มีอากิญจัญญายตนภพเป็นที่ไปในเบื้องหน้า  บุคคลเช่นนั้นรู้ว่ากรรมเป็นเหตุให้เกิดในอากิญจัญญายตนภพ  มีความเพลิดเพลินยินดีเป็นเครื่องประกอบดังนี้แล้ว ลำดับนั้น  ย่อมพิจารณาเห็นสหชาตธรรม  ในอากิญจัญญายตนภพนั้น (คือธรรมที่เกิดพร้อมกันกับญานนั้น)  แจ้งชัดโดยลักษณะ  ๓ (คือไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่ใช่ตัว) ข้อนี้เป็นญาณอันถ่องแท้ของพราหมณ์เช่นนั้น  ผู้มีพรหมจรรย์ได้ประพฤติจบแล้ว

ครั้นพระศาสดาทรงแก้ปัญหา  ที่โปสาลมาณพทูลถามอย่างนี้แล้ว  โมฆราชมาณพกราบทูลว่า  ข้าพเจ้าได้ทูลถามปัญหาถึง  ๒  ครั้งแล้ว  พระองค์ไม่ทรงแก้ประทานแก้ข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าได้ยินว่า  ถ้าทูลถามถึง  ๓  ครั้งแล้ว  พระองค์ทรงแก้  ครั้นว่าอย่างนี้แล้วทูลถามปัญหาเป็นคำรบ  ๑๕  ว่า โลกนี้ก็ดี  โลกอื่นก็ดี  พรหมโลกกัทั้งเทวโลกก็ดี  ย่อมไม่ทราบความเห็นองพระองค์ เหตุฉะนี้  จึงมีปัญหามาถึงพระองค์ผู้มีพระปรีชา  เห็นล่วงสามัญชนทั้งปวงอย่างนี้  ข้าพเจ้าจะพิจารณาเห็นโลกอย่างไร  มัจจุราช  (ความตาย)  จึงจะไม่แลเห็น  คือว่า  จักไม่ตามทัน

พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า  ท่านจงเป็นคนมีสติ  พิจารณาเห็นโลก  โดยความเป็นของว่างเปล่า  ถอนความตามเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด  ท่านจะข้ามล่วงมัจจุราชเสียได้ด้วยอุบายอย่างนี้
         
ครั้นพระศาสดาทรงแก้ปัญหา  ที่โมฆราชมาณพทูลถามอย่างนี้แล้ว  ปิงคิยมาณพทูลถามปัญหาเป็นคำรบ ๑๖ ว่า ข้าพเจ้าเป็นคนแก่แล้ว ไม่มีกำลัง  มีผิวพรรณสิ้นไปแล้ว  ดวงตาของข้าพเจ้าก็เห็นไม่กระจ่าง  หูก็ฟังไม่สะดวก ขอข้าพเจ้าอย่าเป็นคนหลงฉิบหายเสียในระหว่างเลย ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมที่ข้าพเจ้าควรรู้เป็นเครื่องละชาติชราในอัตภาพนี้เสีย

พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า ท่านเห็นว่า  ชนทั้งหลายผู้ประมาทแล้ว ย่อมเดือดร้อนเพราะรูปเป็นเหตุ  เพราะฉะนั้น  ท่านจงเป็นคนไม่ประมาท ละความพอใจในรูปเสีย จะได้ไม่เกิดอีก

          ปิ. ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔  เป็น ๑๐ ทั้งทิศเบื้องบนเบื้องต่ำที่พระองค์ไม่ได้เห็นแล้ว  ไม่ได้ฟังแล้ว  ไม่ได้ทราบแล้ว ไม่ได้รู้แล้ว  แม้น้อยหนึ่งมิได้มีในโลก  ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมที่ข้าพเจ้าควรรู้  เป็นเครื่องละชาติชราในอัตภาพนี้เสีย

          . เมื่อท่านเห็นหมู่มนุษย์  อันตัณหาครอบงำแล้ว  มีความเดือดร้อนเกิดแล้ว อันชราถึงรอบข้างแล้ว  เหตุนั้น  ท่านจงเป็นคนไม่ประมาทละตัณหาเสีย  จะได้ไม่เกิดอีก

ในกาลเป็นที่สุดแห่งปัญหา  ที่พระศาสดาทรงพยากรณ์แก่ตนๆ  มาณพ ๑๕ คน เว้นไว้แต่ปิงคิยมาณพ  ส่งใจไปตามธรรมเทศนา  ก็มีจิตพ้นจากอาสวะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน  ส่วนปิงคิยะเป็นแต่ได้ญาณเห็นในธรรม  ได้ยินว่า  ปิงคิยมาณพนั้นคิดถึงพราหมณ์พาวรีผู้เป็นอาจารย์  ในระหว่างที่นั่งฟังธรรมเทศนาว่า  ลุงของเราหาได้ฟังธรรมเทศนาที่ไพเราะอย่างนี้ไม่  อาศัยโทษที่ฟุ้งซ่านเพราะความรักอาจารย์นั้น  จึงไม่อาจทำจิตให้สิ้นอาสวะได้  มาณพ ๑๖ คนกับทั้งบริวารนั้นทูลขออุปสมบทพระศาสดาก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยพระวาจาว่า  ท่านทั้งหลายเป็นภิกษุมาเถิด  ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว  ท่านทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์เถิด ดังนี้  ฝ่ายพระปิงคิยะทูลลาพระศาสดากลับไปแจ้งข่าวแก่พราหมณ์พาวรีผู้อาจารย์แล้ว  แสดงธรรมเทศนาแก้ปัญหา ๑๖  ข้อนั้นให้ฟัง  ภายหลังได้สดับโอวาทที่พระศาสดาสั่งสอน  จึงทำจิตให้พ้นจากอาสวะได้  ส่วนพราหมณ์พาวรีผู้อาจารย์  บรรลุธรรมาภิสมัย  แต่เพียงชั้นเสขภูมิ



อ้างอิง คู่มือหลักสูตรธรรมศึกษาชั้นเอก ของสำนักแม่กองธรรมสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๕๐

Author Name

ฟอร์มรายชื่อติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *

ขับเคลื่อนโดย Blogger.