กรรมบถ กระทู้ธรรม กระทู้ธรรมตรี กระทู้ธรรมโท กระทู้ธรรมเอก กลอนเอตทัคคะ การท่องจำ การสอบ การให้คะแนน กุศลพิธี เก็งข้อสอบชั้นตรี เก็งข้อสอบชั้นโท เก็งข้อสอบชั้นเอก เก็งข้อสอบ ธ.ศ.ตรี เก็งข้อสอบ ธ.ศ.โท เก็งข้อสอบ ธ.ศ.เอก เก็งข้อสอบ น.ธ.ตรี เก็งข้อสอบ น.ธ.โท เก็งข้อสอบ น.ธ.เอก เก็งข้อสอบนักธรรมตรี เก็งข้อสอบนักธรรมโท เก็งข้อสอบนักธรรมเอก เก็งนักธรรมตรี-โท-เอก ข้อสอบ ข้อสอบธรรมศึกษาตรี ข้อสอบธรรมศึกษาโท ข้อสอบธรรมศึกษาเอก ข้อสอบธรรมสนามหลวง ข้อสอบ ธ.ศ. ข้อสอบ น.ธ. เขียนกระทู้ เขียนโจทย์ ความหมายกระทู้ธรรม คิหิปฏิบัติ โครสร้างกระทู้ธรรม ชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก ตรี ตัวอย่างการแต่งกระทู้ในใบตอบสนามหลวง แต่งกระทู้ ทริคกระทู้ ทานพิธี ธรรมศึกษา ธรรมศึกษาคืออะไร ธรรมศึกษาชั้นตรี ธรรมศึกษาชั้นโท ธรรมศึกษาชั้นเอก นักธรรม แนะนำ บทความธรรมศึกษา บุญพิธี ปกศ ธ.ศ. ปกศ น.ธ. ปกิณกพิธี ประโยคสำนวนที่ออกสอบ ประวัติธรรมศึกษา ผลสอบ ๒๕๕๖ ผลสอบธรรมสนามหลวง ผู้เขียนเว็บ พระกังขาเรวตะ พระกาฬุทายี พระกุมารกัสสปะ พระโกณฑธานะ พระขทิรวนิยเรวตะ พระจูฬปันถกะ พระนันทกะ พระนันทะ พระปิณโฑลภารทวาชะ พระปิลินทวัจฉะ พระปุณณมันตานีบุตร พระพากุละ พระพาหิยทารุจีริยะ พระภัททิยะ พระมหากัจจายนเถระ พระมหากัปปินะ พระมหากัสสปะ พระมหาโกฏฐิตะ พระมหาปันถกะ พระโมคคัลลานะ พระโมฆราช พระรัฐบาล พระราธะ พระราหุล พระลกุณฎกภัททิยะ พระวักกลิ พระวังคีสะ พระสาคตะ พระสารีบุตร พระสีวลี พระสุภูติ พระโสณกุฎิกัณณะ พระโสณโกฬิวิสะ พระโสภิตะ พระอนุรุทธะ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระอานนท์ พระอุบาลี พระอุปเสนะ พระอุรุเวลกัสสปะ พุทธประวัติ พุทธศาสนสุภาษิตชั้นตรี พุทธศาสนสุภาษิตชั้นโท พุทธศาสนสุภาษิตชั้นเอก เรียนธรรมศึกษา เลขใบประกาศนียบัตร วันแม่แห่งชาติ วันสอบธรรมสนามหลวง59 วันสอบสนามหลวง วันอาสาฬหบูชา วิชากรรมบถชั้นเอก วิชากระทู้ธรรมชั้นตรี วิชากระทู้ธรรมชั้นโท วิชากระทู้ธรรมชั้นเอก วิชาธรรมวิจารณ์ชั้นเอก วิชาธรรมวิภาคชั้นตรี วิชาธรรมวิภาคชั้นโท วิชาเบญจศีลเบญจธรรมชั้นตรี วิชาพุทธประวัติชั้นตรี วิชาพุทธานุทธประวัติชั้นเอก วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นตรี วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นโท วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นเอก วิชาอนุพุทธประวัติชั้นโท วิชาอุโบสถศีลชั้นโท วิธีตรวจกระทู้ธรรม วิธีเรียนธรรมศึกษา วิธีสมัครสอบ ศาสนพิธี ศาสนพิธีชั้นตรี ศาสนพิธีชั้นโท สถิติข้อสอบ สถิติข้อสอบกระทู้ธรรม สนามสอบในต่างประเทศ สนามสอบแผนกธรรม สอบนักธรรม สอบนักธรรมตรี2557 สารบัญเรียนธรรมศึกษา สุภาษิต หนังสือเรียนชั้นตรี หนังสือเรียนชั้นโท หนังสือเรียนชั้นเอก หลักสูตรเรียน หลักสูตรเรียนธรรมตรี หลักสูตรเรียนธรรมโท หลักสูตรเรียนธรรมเอก Book Like Scoring

<h1>วิธีปฏิบัติตนของอุบาสก อุบาสิกา</h1>
วิธีปฏิบัติตนของอุบาสก อุบาสิกา
บุคคลผู้สมาทานอุโบสถศีล จัดว่าเป็นผู้ใกล้ชิดพระรัตนตรัย เป็นบุรุษ เรียกว่า อุบาสก เป็นสตรีเรียกว่า อุบาสิกา ตามคำประกาศอุโบสถว่า ตทตฺถาย อุปาสกอุปาสิกานํ อุโปสถกมฺมสฺส กาโล โหติ แปลว่า วันนี้  เป็นเวลาที่จะรักษาอุโบสถ แห่งอุบาสกและอุบาสิกา เพื่อประโยชน์แก่การฟังธรรมนั้น ดังนั้น เพื่อความเข้าใจวิธีปฏิบัติตนของอุบาสกและอุบาสิกา จึงได้นำคำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์ผู้รจนาอรรถกถาที่ฆนิกาย สีลขันธวรรค ชื่อ สุมังคลวิลาสินี มาแสดง โดยท่านได้อธิบายด้วยวิธีตั้งเป็น กเถตุกัมยตาปุจฉา คือ ถามเองตอบเอง ดังนี้

๑. ถามว่าใครเป็นอุบาสก อุบาสิกา ตอบว่า คฤหัสถ์ ทุกคนผู้ถึงสรณะ (พระรัตนตรัย) ชื่อว่า อุบาสก อุบาสิกา สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรคว่า ดูก่อนมหานาม เพราะเหตุที่บุคคลผู้เป็นอุบาสก เป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ดูก่อนมหานาม บุคคล ชื่อว่าเป็นอุบาสก เพราะเหตุเพียงเท่านี้แล

๒. ถามว่า บุคคลชื่อว่า เป็นอุบาสก อุบาสิกา เพราะเหตุไร ตอบว่า เพราะเป็นผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย อธิบายว่า ผู้ใดนั่งใกล้พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ผู้นั้น ชื่อว่าอุบาสก อุบาสิกา คำว่านั่งใกล้ หมายความว่า เข้าไปหา เพื่อต้องการจะฟังธรรม ถวายทานรักษาศีล เจริญภาวนา ถ้าเข้าไปหาเพื่อขอลาภ ขอความช่วยเหลือ ความกลัว หรือความเป็นญาติเป็นต้น ไม่ชื่อว่า นั่งใกล้ ในความหมายว่า อุบาสก อุบาสิกา นี้

๓. ถามว่า อะไรเป็นศีลของอุบาสก อุบาสิกา ตอบว่า เวรมณี (เจตนาขับไล่เวร) ๕ ข้อ เป็นศีลของอุบาสก อุบาสิกา สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรคว่า ดูก่อนมหานาม เพราะเหตุที่ผู้เป็นอุบาสก เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจาก อทินาทาน เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากมุสาวาท เว้นขาดจากสุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน ดูก่อนมหานาม เพราะเหตุเพียงเท่านี้แล อุบาสก ชื่อว่า เป็นผู้มีศีล

๔. ถามว่า อะไรเป็นอาชีวะของอุบาสก อุบาสิกา ตอบว่า การละเว้นมิจฉาวณิชชา คือ การค้าขายผิดศีลธรรม ๕ ประการ แล้วหาเลี้ยงชีพด้วยการงานที่ชอบธรรม ชื่อว่า อาชีวะของอุบาสก อุบาสิกา สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน ปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การค้าขาย ๕ อย่างนี้ อันผู้เป็นอุบาสก ไม่พึงทำ คือ ๑. การค้าขายศัสตรา ๒. การค้าขายมนุษย์ ๓. การค้าขายสัตว์ (ข้อ ๒-๓ แปลตามอรรถกถา อังคุตตรนิกาย) ๔. การค้าขายน้ำเมา  ๕. การค้าขายยาพิษ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การค้าขาย ๕ อย่างนี้แล  อันอุบาสกไม่พึงทำ

๕. ถามว่า อะไรเป็นวิบัติของอุบาสก อุบาสิกา ตอบว่า ศีลวิบัติ และอาชีวะวิบัตินั่นเอง จัดเป็นวิบัติของอุบาสก อุบาสิกา

อีกอย่างหนึ่ง อุบาสก อุบาสิกา เป็นคนจัณฑาล (รับศีลแต่ปาก) เป็นคนใจสกปรก เป็นอุบาสกชั้นต่ำด้วยความปฏิบัติใด ความปฏิบัตินั้นพึงทราบว่า เป็นความวิบัติของพวกเขา ความปฏิบัตินั้น ได้แก่ธรรม ๕ ประการ มีความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสก ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นอุบาสกจัณทาล เป็นคนใจสกปรก เป็นอุบาสกชั้นต่ำ ธรรม ๕ ประการคือ ๑.เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๒.เป็นผู้ไม่มีศีล ๓.เป็นผู้ถือมงคลตื่นข่าว ๔.เป็นผู้เชื่อมงคล ไม่เชื่อกรรม ๕.แสวงหานักบุญนอกศาสนาและทำบุญในบุคคลนั้น

๑. เป็นผู้ไม่มีศรัทธา หมายถึงไม่มีตถาคตโพธิศรัทธาคือ ความเชื่อใน ความตรัสรู้ของพระตถาคต อันเกิดขึ้นภายหลังจากเข้ามานับถือพระพุทธศาสนาแล้ว เพราะเขาเข้ามานับถือด้วยความเชื่อที่ผิด ยกตัวอย่าง เช่น สุนักขัตตลิจฉวี เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเพราะมีความเชื่อที่ผิดว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอิทธิปาฏิหาริย์และสามารถบัญญัติสิ่งที่เป็นเลิศ คือ สามารถบอกสิ่งที่เป็นต้นเดิมของ สิ่งทั้งหลายได้ เขาบวชแล้วได้ติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเวลา ๑๒ ปี แต่กลับไม่เคยเห็นพระองค์ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์  เช่น เหาะเหินเดินอากาศ  เป็นต้น และไม่เคยได้ยินพระองค์ทรงบอกว่าใครเป็นผู้สร้างมนุษย์และสรรพสิ่งในโลก มีแต่ทรงสอนว่า แม้พระองค์จะแสดงปาฏิหาริย์เช่นนั้นให้ดู ก็ไม่ช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์ได้เลย ในที่สุดเขาได้ละเพศภิกษุไป และเที่ยวพูดในที่ต่างๆ ว่า พระสมณะโคดมไม่มีอิทธิปาฏิหาริย์แต่อย่างใด

แม้ในปัจจุบันนี้ การเข้าวัดด้วยความเข้าใจผิดอย่างนี้ ก็ยังมีอยู่ไม่น้อยเลย ซึ่งนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์อะไรแก่ผู้เข้ามาแล้ว บางครั้งยังเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนาด้วย บางทีพระสงฆ์ก็เป็นผู้ทำเรื่องนี้เสียเอง เช่นบางรูป หวังลาภสักการะ จึงอวดอิทธิปาฏิหาริย์ของตน หรือของสิ่งที่ตนสร้างขึ้นมา ครั้นผู้มีความทุกข์นำเอาไปใช้ แต่กลับไม่มีอิทธิปาฏิหาริย์อย่างที่อวดอ้าง ไม่สามารถแก้ปัญหาให้เขาได้ จึงทำให้เกิดการดูหมิ่นพระพุทธศาสนาในส่วนรวม บางคนถึงกับเอาพระพุทธรูปไปทำลาย แล้วเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นก็มี เพราะฉะนั้น ทั้งพระสงฆ์ที่อยู่ในวัด และพุทธศาสนิกชนที่เข้าวัด ควรทำความเข้าใจพระพุทธศาสนาให้ถูกต้องว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสรณะของชาวโลก ด้วยการแนะนำสั่งสอนให้เขาเลิกละสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ แล้วให้ประกอบแต่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ทรงใช้อิทธิปาฏิหาริย์ดลบันดาลอะไรให้แก่ใคร พระองค์ทรงสอนว่า ความหมดจดหรือความเศร้าหมองเป็นของเฉพาะตน คนอื่นทำคนอื่นให้หมดจดหรือให้เศร้าหมองไม่ได้ บุคคลย่อมพ้นทุกข์เพราะความพากเพียรของตนเอง พระตถาคตทั้งหลาย เป็นผู้บอกเท่านั้น
  
๒. เป็นผู้ไม่มีศีล หรือทุศีล หมายความว่า รับศีลแต่ปากหรือรับศีลแล้วไม่สามารถรักษาได้ เพราะอำนาจกิเลสมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ความกลัว เป็นต้น อันเกิดขึ้นเพราะลาภ ยศ ญาติ อวัยวะ และชีวิตเป็นเหตุ

๓. เป็นผู้ถือมงคลตื่นข่าว หมายความว่า นิยมนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอก เช่นเทพเจ้า ภูตผี ปีศาจ ต้นไม้ แม่น้ำ หรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเป็นต้น ว่าสิ่งนั้นๆ สามารถทำให้เป็นเช่นนั้น เช่นนี้ ทั้งทางดี และทางร้าย ดังเรื่องเล่าว่า พระเจ้าปัณฑุราชทรงกำแก้วมุกดาไว้ในพระหัตถ์ ๓ ดวง แล้วตรัสถามหมอดูว่า อะไรอยู่ในกำมือนั้น หมอดูนั้นเหลียวดูข้างโน้นข้างนี้ เผอิญเวลานั้นแมลงวันหัวเขียวถูกจิ้งจกคาบแต่รอดจากปากจิ้งจกไปได้ เขาจึงกราบทูลว่า แก้วมุกดา ตรัสถามต่อไปอีกว่ากี่ดวง เผอิญเวลานั้นไก่ขัน ๓ ครั้ง จึงกราบทูลว่า ๓ดวง หมอดูนั้นทำนายได้ถูกต้อง เพราะเสี่ยงเอาตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะเขารู้แจ้งเห็นจริง ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดนั้นคนละอย่างกับความจริง อาจมีบางครั้งที่ไปตรงกันบ้าง แต่คงน้อยมาก ผู้คนนำเอาเรื่องนั้นไปพูดกันทำให้เกิดความเชื่อว่าหมอดูคนนั้นดูแม่น และทำให้เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ของวิชาหมอดูด้วย แต่ความจริงคราวนั้นเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้นเอง

อีกเรื่องหนึ่ง ท่านเล่าไว้ประมาณ ๑,๐๐๐ ปีเศษมาแล้วว่า ที่วัดแห่งหนึ่ง เขียนภาพจิตรกรรมเป็นรูปสัตว์เลื้อยคลานที่คนรังเกียจแล้วตั้งชื่อให้มันว่ามังกรทองกำลังพ่นไฟไว้ที่ฝาผนังวิหาร ปรากฏว่าตั้งแต่นั้นมาภิกษุทั้งหลายในวัดนั้นทะเลาะกันใหญ่หาความสงบสุขไม่ได้ ต่อมามีพระอาคันตุกะรูปหนึ่งมาที่วัดนั้น จึงลบภาพนั้นทิ้งเสีย ไม่นานนักการทะเลาะในวัดนั้นก็ค่อยๆ เบาบางลงไป ส่วนใหญ่จึงลงความเห็นว่าภาพนั้นเป็นอัปมงคล ให้เกิดความชั่วร้าย แต่ความจริงแล้ว อาจเป็นเพราะพระภิกษุชั่วร้ายในวัดนั้นมรณภาพ หรือย้ายไปอยู่ที่อื่นก็ได้ เรื่องมงคลหรืออัปมงคลที่เกิดขึ้นพร้อมกับเหตุการณ์แปลกๆ เช่นนี้ จึงทำให้คนนำเอามาเป็นข้ออ้างให้คนเชื่อถือแล้วเกิดความกลัวหรือความอยากได้ จนกลายเป็นอาชีพหากินของคนลวงโลก เป็นสิ่งที่อุบาสกอุบา สิกาไม่ควรเชื่อถือ

๔. เป็นผู้เชื่อมงคล ไม่เชื่อกรรม หมายความว่า คิดหาแต่มงคลภายนอกไม่คิดถึงกรรม คือเมื่อต้องการหรือกลัวอะไร ก็คอยคิดแต่จะหาผู้ที่ หรือสิ่งที่จะมาช่วยดลบันดาลให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น หรือหมดไปโดยไม่ต้องลงมือทำด้วยตนเอง บุคคลผู้มีความเชื่อถืออย่างนี้ย่อมหาความเจริญได้ยาก หรือแม้ที่มีความเจริญอยู่ก่อนแล้ว ก็มีแต่จะเสื่อมไป ดังเรื่องของพระเจ้ากาลิงคะ แห่งกาลิงครัฐ เป็นอุทาหรณ์

ครั้งดึกดำบรรพ์ พระเจ้ากาลิคะ ครองราชย์ในทันตบุรี แคว้นกาลิงคะพระเจ้าอัสสกะ ครองราชย์ในโปตลนคร แคว้นอัสสกะ พระเจ้ากาลิงคะ สมบูรณ์ด้วยอาณาจักร กองทหารและเงินตรา ฝ่ายพระเจ้าอัสสกะ อาณาจักรไม่ใหญ่โต เงินตรามีไม่มาก ทหารมีน้อยแต่มีความกล้าหาญ สามัคคี ภักดีและมีปรีชาญาณ พระเจ้ากาลิงคะมีพระทัยใฝ่สงคราม แต่ไม่มีแคว้นไหนจะสู้รบด้วย ต่างยอมอ้อนน้อมส่งบรรณาการมาถวาย วันหนึ่งตรัสแก่อำมาตย์ทั้งหลายว่า เราอยากจะรบ แต่ไม่มีใครสู่รบด้วย จะทำประการใดดี อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลว่าพระองค์ทรงมีพระราชธิดาผู้เลอโฉม ๔ พระองค์ ขอทรงโปรดให้แต่งราชรถ แล้วให้พระธิดาทั้ง ๔ ประทับนั่งแวดล้อมด้วยไพร่พล ไปยังแคว้นต่างๆ แล้วส่งสารให้ทราบว่า ถ้าใครต้องการจะสู้รบกับกาลิงคะให้เปิดประตูพระนครรับเอาราชธิดาไปอภิเษกเป็นมเหสี ถ้าไม่กล้าสู้รบให้ปิดประตูพระนครไว้ แต่ต้องส่งเครื่องบรรณาการมาถวายพระราชธิดา ราชรถพาราชธิดาไปเกือบทั่วชมพูทวีป โดยไม่มีแคว้นไหนเปิดประตูรับพระราชธิดา มีแต่ส่งเครื่องบรรณาการไปถวาย ซึ่งหมายถึงยอมเป็นเมืองขึ้นของกาลิงคะ

ราชรถของพระธิดาล่วงเข้าสู่ โปตลนครแห่งแคว้นอัสสกะ แม้พระเจ้าอัสสกะก็รับสั่งให้ปิดประตูพระนคร แล้วส่งเครื่องบรรณาการไปถวายเหมือนกับนครต่าง ๆที่ผ่านมา แต่อำมาตย์ของพระองค์มีนามว่า นนทเสน เป็นผู้จงรักภักดี มีปรีชาสามารถกล้าหาญ และชาญฉลาดในกลอุบายการรบ คิดว่าราชรถของพระราชธิดาทั้ง ๔ แห่งพระเจ้ากาลิงคะ ผ่านไปทั่วชมพูทวีป มีแต่ผู้ส่งบรรณาการมาให้ ไม่มีใครสู้รบ เหมือนกับว่าชมพูทวีปว่างเปล่าจากผู้มีฝีมือที่กล้าหาญ เราจะรบกับพระเจ้ากาลิงคะ จึงไปยังประตูนคร สั่งให้ทหารเปิดประตูพระนคร รับพระราชธิดาทั้ง ๔ ไปถวายพระเจ้าอัสสกะราชาแห่งตน พร้อมกับกราบทูลว่า ขอพระองค์ทรงอภิเษกราชธิดาทั้ง ๔ เป็นมเหสีเถิด ไม่ต้องกลัวแสนยานุภาพของพระเจ้ากาลิงคะ ข้าพระองค์จะสู้รบกับพระเจ้ากาลิงคะเอง แล้วกราบทูลให้พระเจ้าอัสสกะ ยกกองทัพออกไปตั้งมั่นยังชายแดน ที่พระเจ้ากาลิงคะจะยกกองทัพมา

ฝ่ายพระเจ้ากาลิงคะ ครั้นทรงทราบข่าวว่าอัสสกะเปิดประตูเมืองรับพระราชธิดาไปอภิเษกเป็นมเหสี ซึ่งหมายถึงเป็นการประกาศสงครามกับกาลิงคะ ทรงดีพระทัย เพราะจะได้ทำสงคราม จึงยกกองทัพซึ่งมีรี้พลมากกว่าอัสสกะหลายเท่า มุ่งหน้าไปยังแคว้นอัสสกะ เมื่อกองทัพทั้งสองมาเผชิญหน้ากันที่ชายแดน ต่างฝ่ายตั้งค่ายอย่างมั่นคง

ครั้งนั้น มีพระฤาษีรูปหนึ่งตั้งอาศรมอยู่ระหว่างพระราชาทั้งสองนั้น พระเจ้ากาลิงคะทราบดั้งนั้น จึงทรงดำริว่า ธรรมดานักพรต มักจะมีญาณวิเศษรู้อะไรทั้งในอดีตและอนาคตได้ จึงปลอมพระองค์เป็นคนธรรมดาเข้าไปหาพระฤาษีถามถึงเรื่องการรบระหว่างกองทัพทั้งสองว่าใครจะแพ้ ใครจะชนะ พระฤาษีตอบว่า อาตมาภาพไม่ทราบ แต่เวลากลางคืนพระอินทร์มักเสด็จมาสนทนาธรรมด้วย จะถามเรื่องนี้ให้ พรุ่งนี้ให้มาฟังข่าว

ครั้นเวลาค่ำ พระอินทร์ได้เสด็จมายังอาศรมของพระฤาษี พระฤาษีได้ถามถึงเรื่องนั้นได้ตรัสบอกว่า กองทัพฝ่ายกาลิงคะจะมีชัย ฝ่ายอัสสกะจะพ่ายแพ้ โดยกองทัพทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเทวดามาช่วย เทวดาฝ่ายกาลิงคะจะปรากฏเป็นรูปโคสีดำ ของฝ่ายอัสสกะจะปรากฏเป็นรูปโคสีขาว โคทั้งสองจะต่อสู่กันในที่สุดโคสีดำซึ่งมีพละกำลังมากกว่าจะมีชัย นั่นหมายถึง กองทัพฝ่ายกาลิงคะ จะได้รับชัยชนะ วันรุ่งขึ้น พระเจ้ากาลิงคะไปหาพระฤาษีตามนัด ได้ทราบว่าฝ่ายพระองค์จะชนะ ทรงดีพระทัยไม่ได้ตรัสถามรายละเอียดว่าจะชนะด้วยวิธีใด รีบกราบลาพระฤาษีกลับไปยังกองทัพของตน แจ้งข่าวแก่ทหารทั้งหลาย ข่าวสงครามแพร่ไปทั่วกองทัพทั้งสองฝ่ายว่า พระอินทร์ตรัสบอกว่า กองทัพฝ่ายกาลิงคะจะมีชัย ฝ่ายอัสสกะจะพ่ายแพ้

แม้พระเจ้าอัสสกะก็ทรงทราบข่าวนั้น จึงตรัสเรียก นนทเสนแม่ทัพใหญ่ของพระองค์มาปรึกษา นนทเสนทูลถามถึงที่มาของข่าว ได้ทราบว่ามาจากพระฤาษี จึงเข้าไปหาพระฤาษี แล้วถามถึงเรื่องการแพ้และชนะของกองทัพทั้งสอง พระฤาษีก็บอกให้เหมือนกับที่ได้บอกแก่พระเจ้ากาลิงคะ นนทเสนได้ถามต่อว่ามีอะไรเป็นเหตุหรือเป็นตัวช่วยให้ฝ่ายกาลิงคะได้รับชัยชนะ พระฤาษีจึงบอกถึงเทวดาประจำทัพทั้งสองฝ่ายให้ทราบ และบอกว่าในขณะที่โคสองตัวนั้นต่อสู้กัน มีแต่พระเจ้ากาลิงคะกับพระเจ้าอัสสกะเท่านั้นที่เห็น ทหารอื่นๆ  ไม่มีใครเห็นนนทเสนครั้นทราบรายละเอียดแล้ว ได้กราบลาพระฤาษีกลับไปยังกองทัพของตน กราบทูลพระเจ้าอัสสกะว่า เมื่ออยู่ในสนามรบพระองค์เห็นโคดำอยู่ที่ไหนให้ชักม้าพระที่นั่งมุ่งไปยังที่นั้น และใช้พระแสงหอกทิ่มแทงไปที่โคดำนั้น ต่อจากนั้นสั่งให้ทหารทุกคนเตรียมพร้อมตลอดเวลา แล้วได้พานายทหารผู้ใหญ่ขึ้นไปบนยอดเขา กล่าวว่า  ถ้าท่านทั้งหลาย ซื่อสัตย์ และภักดีต่อพระเจ้าอัสสกะราชาของพวกเราก็ให้เสียสละชีวิตของตนกระโดดลงจากหน้าผานี้ ทหารทุกคนมุ่งตรงไปยังหน้าผา ตั้งท่าจะกระโดดลงไป นนทเสนห้ามเอาไว้  และขอบใจทหารทุกคนที่พร้อมจะยอมตายเพื่อพระราชาของตน

ฝ่ายทหารของพระเจ้ากาลิงคะ หลังจากได้ทราบว่า พระอินทร์บอกว่าจะชนะสงครามแน่นอน จึงวางใจ อยู่กันตามสบาย ไม่เตรียมพร้อมจับกลุ่มกัน สนุกสนานในเวลาที่ควรจะทำความเพียร ขาดระเบียบวินัยทั้งผู้น้อยและผู้ใหญ่ พระราชาทั้งสองฝ่าย ขึ้นทรงม้าศึกเข้าหากัน โคทั้งสอง คือ โคดำ และโคขาว ซึ่งเป็นเทวดาประจำทัพของทั้งสองออกมาต่อสู่กัน พระเจ้าอัสสกะทอดพระเนตรเห็นโคดำจึงมุ่งไปหา เอาพระแสงหอกทิ่มแทงเข้าใส่  ทหารทุกนายของพระองค์ก็แสดงความกล้าหาญ เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา พระราชาเสด็จไปทางไหนก็ดาหน้าเข้าหาศัตรู ใช้อาวุธเข้าห้ำหันฟาดฟัน ในที่สุดทั้งโคดำ และทหารฝ่ายกาลิงคะ ต้านทานไม่ไหว แตกพ่ายไป
         
พระเจ้ากาลิงคะ ครั้นพ่ายแพ้แก่อัสสกะแล้วทรงกริ้วพระฤาษีมาก ตรงไปยังอาศรม ด่าว่าต่างๆ นานาแล้วกล่าวว่า ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ท่านพูดว่า พระเจ้ากาลิงคะจะชนะ พระเจ้าอัสสกะจะพ่ายแพ้ ทำไมคนตรงถึงพูดไม่จริงแล้วได้เสด็จกลับไปยังพระนครของตน

ต่อจากนั้นสองสามวัน พระอินทร์ได้เสด็จมายังอาศรม พระฤาษีจึงได้กล่าวกับพระองค์ว่า ธรรมดาเทวดาทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวเท็จ ถือความสัตย์เป็นเลิศ ทำไมท่านจึงกล่าวเท็จ หรืออาศัยเหตุอะไร ท่านจึงได้กล่าวอย่างนั้น

พระอินทร์ตอบว่า ท่านผู้เป็นเหล่าก่อพระพรหม ท่านไม่เคยได้ยินคนเขาพูดกันบ้างเลยหรือว่าเทวดาทั้งหลายกลั่นแกล้งความเพียรของมนุษย์ไม่ได้ ฝ่ายอัสสกะมีชัยชนะ เพราะความฝึกตนไว้ดี  มีน้ำใจมั่นคง มีความสามัคคีกัน มีความกล้าหาญ พากเพียรพยายามถูกเวลา

กองทัพของพระเจ้ากาลิงคะ ซึ่งมีทั้งกำลังพล และยุทโธปกรณ์มากกว่า ต้องพ่ายแพ้แก่กองทัพของพระเจ้าอัสสกะ เพราะเชื่อมั่นคำของเทวดาเกินไป จนขาดระเบียบวินัย และความเพียร เมื่อคนขาดความเพียรเสียแล้ว เทวดาที่ไหนก็ช่วยไม่ได้ เพราะฉะนั้น การหวังพึ่งอำนาจดลบันดาลจากสิ่งที่ไม่มีตัวตน จึงเป็นสิ่งที่อุบาสก อุบาสิกาไม่ควรเชื่อถือ

๕. แสวงหานักบุญนอกศาสนา และทำบุญในบุคคลนั้น การทำบุญมีหลายฐานะ เคยมีคนมาถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระสมณโคดมสอนว่า บริจาคทานในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เท่านั้นจึงได้บุญ บริจาคกับคนอื่นไม่ได้บุญจริงหรือไม่ พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า อย่าว่าแต่บริจาคทานกับสมณพราหมณ์เหล่าอื่นเลย แม้บุคคลผู้ล้างถาด ล้างจานภัตตาหารที่ท่าน้ำ มีใจกรุณาว่าเมล็ดข้าวที่ติดถาดติดจานนี้ จงเป็นประโยชน์แก่ปลาทั้งหลาย เพียงเท่านี้ก็ได้บุญมากแล้ว การให้วัตถุทานมีข้าวน้ำเป็นต้นแก่บุคคลอื่น พระพุทธศาสนาจัดไว้ ๔  ฐานะ คือ ๑.ให้ในฐานะเป็นญาติมิตร ๒.ให้ในฐานะเป็นอาจารย์ ๓.ให้เพราะความกลัว ๔.ให้ในฐานะที่เป็นทักขิไณยบุคคล

การที่อุบาสก อุบาสิกา จะให้วัตถุทานและทำสามีจิกรรมแก่บุคคลอื่นตามฐานะ ๓ ประการข้างต้น  แม้เป็นผู้นับถือศาสนาอื่น ท่านไม่ห้าม และย่อมได้บุญกุศลตามสมควรแก่ฐานะ แต่ที่ศาสนาห้าม  คือ การให้ด้วยความรู้สึก ว่าเป็นพระทักขิไณยบุคคล เพราะทุกคนย่อมมีสรณะของตนเอง ในสมัยครั้งพุทธกาลมีพระภิกษุคณะหนึ่ง ทูลลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปจำพรรษาเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม โดยอาศัยหมู่บ้านแห่งหนึ่งเป็นที่โคจรบิณฑบาต ประชาชนหมู่บ้านนั้นใจกว้าง นักบวชนักพรตคณะไหนมาก็ให้ความเคารพนับถือ เหมือนกันหมด ครั้นออกพรรษาภิกษุทั้งหลายกลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงถามถึงความเป็นอยู่ ได้กราบทูลว่า ไม่มีความลำบากเรื่องอาหารบิณฑบาต แต่ลำบากใจ  เพราะคนที่นั่นนับถือหมดทุกสิ่งทุกอย่าง จึงไม่ปรารถนาจะอยู่ที่นั่น พระพุทธองค์ตรัสว่า เธอทั้งหลายทำถูกแล้ว แม้เราในสมัยเป็นดิรัจฉานก็ไม่อยู่ในสถานที่เช่นนั้นมาแล้ว ได้ทรงเล่าอดีตนิทานว่า

ครั้งหนึ่งพระองค์เกิดเป็นหงส์ และมีหงส์ผู้น้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกันอีกหนึ่ง ครั้นเติบโตเป็นหนุ่มแล้วได้พากันบินท่องเที่ยวไปจนถึงหิมวันตประเทศ ครั้งนั้นได้บินไปถึงภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งมีความแปลกประหลาดกว่าภูเขาทั้งหลาย คือเมื่อสัตว์ทั้งหลายเข้าไปที่ภูเขานั้นขนจะกลายเป็นสีทองทั้งหมด เช่น กาสีดำ นกยางสีขาว กาเหว่าขนลายเป็นต้น ก็จะกลายเป็นสีทองเหมือนกันทั้งหมด

ฝ่ายหงส์ผู้น้องชาย เข้าไปยังภูเขานั้นก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับความอัศจรรย์ของภูเขา และการที่ขนของตนกลายเป็นสีทอง แต่หงส์ผู้พี่ชายกลับมองเห็นว่าภูเขาลูกนี้ช่างไม่เป็นมงคลเสียเลย จึงชวนน้องชายให้รีบหนีไปให้ไกลจากภูเขาลูกนั้น โดยกล่าวสอนน้องชายว่า ณ ภูเขาลูกใด ผู้เกียจคร้านกับผู้ขยัน ผู้กล้าหาญกับผู้ขี้ขลาด ได้รับความนับถือบูชาเสมอกัน สัตบุรุษย่อมไม่อยู่ที่ภูเขาลูกนั้น ซึ่งไม่มีการแบ่งแยกคนดีคนชั่วให้ต่างกัน

การเป็นพุทธศาสนิกชน แต่นับถือทุกอย่าง ตั้งแต่พระรัตนตรัย เทพเจ้า เจ้าป่า เจ้าเขา ภูตผี ต้นไม้ ต้นกล้วย จนกระทั่งปลาไหล และกบ จึงไม่เป็นมงคล คือเหตุแห่งความเจริญก้าวหน้าแก่ตนเอง

๖. ถามว่า อะไรเป็นสมบัติของอุบาสก ตอบว่า ความมีศีลที่สมบูรณ์และความมีอาชีวะที่สมบูรณ์ จัดเป็นสมบัติของอุบาสก อุบาสิกา ข้อนั้นได้แก่ธรรม ๕ อย่าง  มีศรัทธาเป็นต้น ที่ทำความเป็นอุบาสกรัตนะ (อุบาสกแก้ว) เป็นต้น สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกายว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ จัดเป็นอุบาสกรัตนะ อุบาสกปทุม อุบาสกบุณฑริก ธรรม ๕ ประการ คือ ๑.เป็นผู้มีศรัทธา ๒.เป็นผู้มีศีล ๓.ไม่ถือมงคลตื่นข่าว ๔. เชื่อกรรมไม่เชื่อมงคล ๕.ไม่แสวงหานักบุญนอกศาสนาและไม่ทำบุญในบุคคลนั้น

๑. มีศรัทธา หมายความว่า มีตถาคตโพธิศรัทธา คือ เชื่อในความตรัสรู้ของพระตถาคต หมายถึง เข้ามานับถือพระพุทธเจ้าแล้ว หลังจากนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตนเอง หรือแก่พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะแก่พระสงฆ์  ก็ไม่มีกลับกลายเป็นอื่น หรือแม้แต่จะเกิดความหวั่นไหว ยกตัวอย่างเช่นอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นต้น ดังท่านเล่าไว้ในอรรถกถาธรรมบทขุททกนิกายว่า อนาบิณฑิกเศรษฐีนั้น ได้บริจาคทรัพย์เป็นอันมาก ซื้อที่และสร้างพระวิหารเชตวัน ถวายพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสงฆ์ หลังจากนั้นได้ถวายภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสงฆ์เป็นจำนวนมากทุกวัน และได้สมาทานศีลเป็นนิตย์

ครั้นเวลาผ่านไป เศรษฐีนั้นถูกโกงบ้าง ทรัพย์สินเงินทองถูกน้ำพัดลงแม่น้ำไปบ้าง แม้จะตกอยู่ในสภาพหมดตัวอย่างนี้ เศรษฐีก็ยังทำบุญอยู่เสมอ แต่ว่าของที่ทำบุญนั้นเป็นของไม่ประณีตเหมือนแต่ก่อน วันหนึ่ง พระศาสดาตรัสถามว่า ท่านเศรษฐี ยังบริจาคทานอยู่หรือ ทูลว่ายังบริจาคอยู่พระเจ้าข้า แต่ว่าของที่บริจาคไม่ประณีต พระศาสดาตรัสว่า ท่านเศรษฐี ขออย่าได้คิดว่าของดีหรือไม่ดี เมื่อท่านมีศรัทธาและได้พระทักขิไณยบุคคล ทั้งพระพุทธเจ้าและพระอริยสาวกเช่นนี้ ทานทุกชนิดเป็นของดีทั้งนั้น ท่านย่อมประสบบุญมาก

ครั้งนั้น เวลากลางคืน เทวดาตนหนึ่ง ซึ่งไม่พอใจพระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์ ต้องการจะให้เศรษฐีเลิกนับถือมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้โอกาส เพราะก่อนนั้นเศรษฐียิ่งทำบุญมากเท่าไร ยิ่งร่ำรวยมากเท่านั้น แต่เวลานี้เศรษฐีทำบุญแล้วจนลงๆ ถ้ายุยงคงจะเชื่อง่าย ตกกลางคืน ๆ หนึ่ง จึงเข้าไปยังห้องของเศรษฐี แสดง ตนให้ปรากฏ เศรษฐีถามว่า ท่านเป็นใคร เราเป็นเทวดา ท่านมาเพื่ออะไร เพื่อเตือนสติท่าน เตือนว่าอย่างไร กรุณาเตือนได้เลย

เทวดาบอกว่า ท่านเศรษฐี เมื่อก่อนท่านมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่พอท่านมานับถือพระสมณโคดม และพระสงฆ์สาวก บริจาคทานเป็นอันมากตลอดมา ทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้นก็ค่อยๆ หมดไป จนบัดนี้ท่านหมดตัวแล้ว ขอให้ท่านเลิกนับถือ และเลิกบริจาคแก่พระสมณโคดม กับพระสงฆ์ แล้วทำงานเก็บทรัพย์เอาไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิตเถิด

เศรษฐีไม่เชื่อคำของเทวดานั้น จึงถามว่า นี่หรือคือคำเตือนสติของท่าน ท่านพูดคำที่ไม่เหมาะสม ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อคำเตือนของท่านเด็ดขาด และขอเชิญท่านออกไปจากบริเวณบ้านของข้าพเจ้าด้วย บุคคลผู้มีศรัทธาต่อพระรัตนตรัย เหมือนกับอนาถบัณฑิกเศรษฐีนี้ ชื่อว่าผู้  มีศรัทธา

๒. เป็นผู้มีศีล หมายความว่า ไม่ได้รับศีลแต่พอเป็นพิธี หรือรับแล้วไม่สามารถจะรักษาได้ เพราะเหตุแห่ง ลาภ ยศ ญาติ อวัยวะ และชีวิต แต่ยึดมั่นในสับปุริสานุสติว่า พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ  พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต พึงสละทั้งทรัพย์อวัยวะและชีวิตเพื่อรักษาธรรม ดังพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ เป็นต้น

พระเจ้าสุตโสมเป็นกษัตริย์ ครองราชสมบัติในอินทปัตนคร แคว้นกุรุ วันหนึ่งขณะลงสรงสนานในสระโบกขรณี อันเป็นมงคล ได้ถูกนายโปริสาท แปลว่า มนุษย์กินคนจับไป เพื่อฆ่าบูชายัญและกินเนื้อเป็นอาหาร

ก่อนจะถูกฆ่าบูชายัญ พระเจ้าสุตโสมได้ขอร้องนายโปริสาทว่า ข้าพเจ้าติดค้าง สัจวาจาที่ได้ให้ไว้กับพราหมณ์ท่านหนึ่งว่า อาบน้ำเสร็จแล้วจะกลับไปฟังธรรมของท่าน และบอกให้ท่านคอยอยู่ที่ประตูเมือง ขออนุญาตให้ข้าพเจ้าได้ไปทำตามสัจวาจานั้นก่อน แล้วจะกลับมาให้ท่านฆ่าบูชายัญ และรับประทานเนื้อเป็นอาหาร

นายโปริสาท กล่าวว่าข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า คนผู้พ้นจากปากของมัจจุราชไปมีความสุขแล้วจะกลับมาหามัจจุราชอีก ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม พระองค์ก็เช่นเดียวกัน พ้นจากเงื้อมมือของนายโปริสาท ได้ชีวิตอันเป็นที่รักกลับคืนแล้ว  ก็คงจะเสด็จกลับไปยังพระราชวัง อันเพียบพร้อมไปไปด้วยความสุข ไฉนจะกลับมาหานายโปริสาท อันเปรียบเสมือนมัจจุราชของพระองค์ ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม คนผู้มีความสุขคนไหนบ้างที่อยากตาย อย่าว่าแต่อยากตายเลย แม้เพียงจะแบ่งความสุขเพียงเล็กน้อย จากความสุขที่มีอยู่อย่างมากมายของตนให้แก่ผู้ยากไร้บ้าง ยังทำได้ยากแสนยาก

พระเจ้าสุตโสม ได้กล่าวตอบว่า ข้าแต่นายโปริสาท ถ้าคนดีมีศีลบริสุทธิ์ จะพึงปรารถนาความตาย ก็สมควรแท้ เพราะว่าเมื่อเขาตายไป เขาจะได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์แต่คนชั่ว มีนิสัยเลวทราม ทำแต่ความชั่ว ถูกแช่งด่าทุกสารทิศ ไม่สมควรปรารถนาชีวิต เพราะอยู่ไปนานเท่าไร ก็มีแต่จะสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น และขุดหลุมนรกฝังตนเองให้ยิ่งลึกลงไปทุกวัน จนยากที่จะปีนป่ายออกมาได้

ข้าแต่นายโปริสาท การพูดเท็จอาจจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากความตายในวันนี้ได้ แต่จะทำให้ข้าพเจ้าต้องไปตกนรก นานหลายกัปหลายกัลป์ นับภพ นับชาติไม่ถ้วน ไม่คุ้มกันเลย

เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่า ท้องฟ้าจะถล่มทลายลงมา พื้นพสุธาจะพลิกคว่ำน้ำในมหาสมุทรจะแห้งเป็นโคลนต ลมจะพัดภูเขาพระสุเมรุให้ลอยไปในอากาศ แต่ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวมุสาวาทเป็นเด็ดขาด

นายโปริสาทได้ฟังคำรับรองของพระเจ้าสุตโสมมั่นคง หนักแน่นเช่นนั้น จึงยอมปล่อยพระองค์ไป ทั้งที่ในใจไม่ได้มีความเชื่อเลยว่า พระเจ้าสุตโสมจะกลับมาตามวาจาที่ได้ให้ไว้

ฝ่ายพระเจ้าสุตโสม ครั้นได้การปลดปล่อยจากนายโปริสาทแล้ว ได้รีบเสด็จกลับไปหาพราหมณ์ตามที่นัดไว้ ฟังธรรมและบูชาธรรมเสร็จแล้ว ได้รีบเสด็จกลับมาหานายโปริสาท ครั้นมาถึงได้ตรัสกับเขาว่า

ข้าแต่นายโปริสาท ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามสัจวาจาทั้งสองแล้ว คือสัจวาจาที่ได้ให้ไว้กับพราหมณ์ และสัจวาจาที่ได้ให้ไว้กับท่าน บัดนี้ขอเชิญท่านฆ่าข้าพเจ้าบูชายัญ และกินเนื้อเป็นอาหารได้แล้ว

นายโปริสาทได้เห็นพระเจ้าสุตโสมเสด็จกลับมาโดยไม่มีความกลัวตา และตรัสอย่างองอาจเช่นนั้น เกิดความสงสัยว่า เพราะอานุภาพของอะไร พระเจ้าสุตโสมนี้จึงไม่กลัวความตาย จึงได้ถามว่า ทำไม ท่านจึงไม่กลัวตาย

เพราะข้าพเจ้าเห็นคุณค่าของสัจวาจา และเพราะข้าพเจ้าได้แผ้วถางทางสวรรค์เอาไว้แล้ว พระเจ้าสุตโสมตรัส

เขาถามว่า  สัจวาจามีคุณค่าอย่างไร   

พระเจ้าสุตโสมตรัสตอบว่า บรรดารสทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ ความสัตย์มีรสดีกว่ารสเหล่านั้น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ข้ามฝั่งแห่งชาติ และมรณะได้ ก็เพราะตั้งอยู่ในความสัตย์ นายโปริสาทถามว่า ที่ท่านกล่าวว่า ได้แผ้วถางทางสวรรค์ไว้แล้ว ทางสวรรค์อยู่ที่ไหน

พระเจ้าสุตโสมตรัสตอบว่า อยู่ที่การทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ คือ บิดามารดา ได้ให้ชีวิตให้เลือดเนื้อแก่ข้าพเจ้า และได้เลี้ยงดูข้าพเจ้ามาจนเจริญเติบโตทั้งทางร่างกาย จิตใจและสติปัญญา ข้าพเจ้าได้เลี้ยงดูท่านตอบแทนด้วยความเคารพ นับถือ บูชา และความกตัญญูกตเวที ญาติพี่น้อง  ผู้ตกทุกข์ได้ยาก เข้ามาขอพึ่งพาอาศัยข้าพเจ้าก็ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลด้วยความสำนึกในญาติธรรม

มิตรสหายข้าพเจ้าก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเกื้อกูล จริงใจ และพูดแต่ความจริง เสมอต้นเสมอปลายไม่ทำให้เจ็บช้ำน้ำใจอาณาประชาราษฎร์ ข้าพเจ้าก็ปกครองด้วยทศพิศราชธรรม กำจัดทุกข์บำ รุงสุขโดยทั่วหน้า ไม่เคยเบียดเบียนผู้ใดให้ได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน คนยากจน คนกำพร้า อนาถา ข้าพเจ้าก็ได้บริจาคทานด้วยการให้ข้าวน้ำ เสื้อผ้า และของใช้ที่จำเป็นแก่ชีวิตตลอดมา

สมณพราหมณ์ ข้าพเจ้าก็ได้ให้ความคุ้มครองรักษาโดยธรรมและได้ถวายการอุปถัมภ์บำรุงด้วยปัจจัย ๔ ด้วยความเชื่อปรโลกว่า นี้เป็นบุญเขตของเรา

ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของผู้เป็นมนุษย์พึงกระทำ และเป็นหนทางไปสู่สวรรค์ของผู้เดินทางไปปรโลก ข้าพเจ้าได้ทำไว้เสร็จแล้ว  อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่าได้แผ้วถางทางสวรรค์เอาไว้แล้ว จึงไม่กลัวต่อความตาย

นายโปริสาทฟังพระดำรัสของพระเจ้าสุตโสมแล้ว มีความรู้สึกว่าถ้าเขากินเนื้อของพระราชานี้ ศีรษะของเขาคงจะต้องแตกเป็น ๗ เสี่ยง หรือแผ่นดินใหญ่นี้ คงจะต้องสูบเขาทั้งเป็น จึงได้ทูลว่า ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม พระองค์เป็นผู้ไม่สมควรที่ข้าพเจ้าจะกินเนื้อเลย เพราะผู้ใดกินเนื้อของผู้มีวาจาสัตย์เช่นกับพระองค์ ผู้นั้นชื่อว่า กินยาพิษทั้งที่รู้ จับงูพิษร้ายทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าจะถูกงูกัด และศีรษะของผู้นั้น จะต้องแตก ๗ เสี่ยง

ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม ทั่วชมพูทวีปนี้ จะหาคนดีที่เสมอกับพระองค์ไม่มีอีกแล้ว พระองค์พ้นจากเงื้อมมือของนายโปริสาทไปฟังธรรม สักการะธรรมแล้วยังกลับมาหาความตาย เพื่อรักษาสัจวาจา ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม ขอพระองค์ได้โปรดแสดงธรรม ที่ได้ทรงสดับมาแก่ข้าพเจ้าบ้าง เพราะคนทั้งหลายรู้จักความดีและความชั่ว แล้วยินดีละความชั่วประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ก็เพาะการฟังธรรมนั่นเอง

พระเจ้าสุตโสม ทรงยึดมั่นในสัปปุริสานุสติว่า บุคคลพึงเสียสละ ทรัพย์ อวัยวะ และชีวิตเพื่อรักษาธรรม  ด้วยอานุภาพแห่งความดีนั้น จึงทรงรอดพ้นจากความตาย และทำให้นายโปริสาทเลิกทำบาปแล้วมาสมาทานศีล ดังกล่าวมา เพราะฉะนั้น การคิดถึงสัปปุริสานุสติ จึงเป็นเหตุให้รักษาศีลไว้ได้ ผู้สมาทานศีลทุกคนควรคิดถึงอยู่เสมอ

๓. เป็นผู้ไม่ถือมงคลตื่นข่าว หมายความว่า เป็นผู้เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไม่เชื่อมงคลภายนอก เช่นการสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาอย่างไร้เหตุผลเป็นต้น ตัวอย่างเช่น พระนางมัลลิกา พระมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงบรรทมไม่หลับ  ครั้นถึงมัชฌิมยามแห่งราตรี ทรงได้สดับเสียงประหลาดว่า ทุสะนะโส ตกพระทัยกลัวมาก ครั้นรุ่งเช้า ตรัสเรียกพราหมณ์ปุโรหิตมาเฝ้า ตรัสเล่าถึงเสียงนั้นให้ฟัง แล้วตรัสถามว่า ภัยอะไรจะเกิดขึ้นกับพระองค์ พระมเหสี และราชสมบัติ หรือไม่

พราหมณ์นั้น ไม่รู้อะไรเลย แต่จะทูลว่าไม่รู้ก็กลัวจะเสื่อมลาภ จึงทำพิธีลงเลขยามแล้ว กราบทูลว่าเสียงนั้นเป็นลางร้ายอย่างใหญ่หลวง อันตรายจะเกิดแก่ชีวิตของพระองค์
         
มีวิธีแก้ไขได้ไหม ตรัสถาม
พราหมณ์กราบทูลว่า มีพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์เป็นพราหมณ์รู้เวท ๓ ย่อมรู้วิธีแก้ลางร้ายนั้นได้

ต้องการอะไร  ตรัสถาม
พราหมณ์กราบทูลว่า ต้องบูชายัญด้วยช้าง ม้า โคผู้ โคนม แพะ แกะ ไก่ สุกร เด็กชาย เด็กหญิง ชนิดละร้อย

พระราชาทรงดำริว่า ชีวิตของพระองค์สำคัญที่สุด จึงทรงรับสั่งให้จับสัตว์และมนุษย์มาตามจำนวนที่พราหมณ์บอก เพื่อฆ่าบูชายัญ

มนุษย์และสัตว์จำนวนมากที่ถูกจับไปขัง และพันธนาการไว้ กลัวต่อมรณภัยต่างส่งเสียร้องคร่ำครวญอย่างน่าเวทนา บิดามารดา และญาติพี่น้องของผู้ที่ถูกจับไปก็ติดตามลูกหลานมา ร้องไห้เสียงระงมไปทั่ว เสียงร้องไห้ของมนุษย์ และเสียงร้องของสัตว์ผู้ประสบมรณภัยดังประหนึ่งว่าเสียงทรุดแห่งแผ่นดิน

พระนางมัลลิกา ได้สดับเสียงนั้นจึงไปเฝ้าพระราชาทูลถามเหตุการณ์นั้น ทราบความทั้งหมดแล้วได้ทูลถามว่า ขอเดชะการเอาชีวิตของคนหนึ่ง ไปต่อให้อีกคนหนึ่งทรงเคยเห็นมาหรือ ทำไมจึงทรงเชื่อคำของพราหมณ์โง่เขลา แล้วเอาความทุกข์โยนให้มหาชน พระศาสดาผู้เป็นยอดคนของชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก ประทับอยู่ที่พระวิหารใกล้ๆ นี้ ทำไมจึงไม่เสด็จไปถามปัญหาแล้วปฏิบัติตามพระโอวาทเล่า

พระราชาทรงได้สติแล้ว เสด็จไปยังวิหารเชตวันพร้อมกับพระนางมัลลิกา ทูลถึงเรื่องเสียงที่ทรงสดับ แล้วทูลถามว่า จะมีอันตรายอะไรแก่ข้าพระองค์ พระมเหสีหรือราชสมบัติหรือไม่ พระศาสดาตรัสว่า ไม่มีอันตรายใดๆ แก่พระองค์เลยเสียงนั้นเป็นเสียงร้องของสัตว์ผู้ทำบาปกรรมไว้มาก ร้องเพื่อระบายความทุกข์ของตนเอง

พระราชาทราบดังนั้นแล้ว สบายพระทัย ถวายบังคมลาพระศาสดาเสด็จกลับไป รับสั่งให้ปล่อยมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายจากพันธนาการ มนุษย์และสัตว์ทั้งหมดพร้อมด้วยญาติพี่น้องต่างดีใจ สรรเสริญและให้พรพระนางมัลลิกาว่า ขอให้พระแม่เจ้าผู้มีสติปัญญา และกรุณาคุณจงมีพระชนม์ยิ่งยืนนานเถิด และพระราชาก็ทรงเกษมสำราญทุกประการ ไม่ได้มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นตามที่พราหมณ์ทูลบอกเลย พระนางมัลลิกา เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าวได้ให้ชีวิตแก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเป็นจำนวนมากดังกล่าวมาฉะนี้แล

๔. เชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล หมายความว่า เมื่อคิดถึงเหตุแห่งความสุข หรือความทุกข์ คิดไปที่กรรม คือ การกระทำของตนไม่คิดถึงอำนาจดลบันดาลในภายนอก เช่น คิดอยากได้ทรัพย์ก็คิดไปที่หลักธรรม คือความขยัน ประหยัด คบคนดี ใช้จ่ายพอสมแก่ฐานะ และรายได้ ไม่คิดถึงผู้วิเศษ หรือสิ่ง-วิเศษมี นางกวัก เต่า ปลาไหลเผือก เป็นต้น

๕. ไม่แสวงหานักบุญ และทำบุญนอกพระพุทธศาสนา หมายความว่าจะให้วัตถุสิ่งของ หรือทำสามีจิกรรม มีการไหว้เป็นต้น แก่บุคคลต่างศาสนาในฐานะเป็นญาติมิตร ครูอาจารย์ และผู้มีพระคุณ สามารถทำได้ และจัดเป็นกุศล คือความดี แต่การให้หรือการทำในฐานะเป็นทักขิไณยบุคคล คือบุคคลผู้เป็นบุญเขตอันสูงสุด ย่อมไม่สมควร

ผู้สมาทานอุโบสถศีล จัดว่าเป็นผู้ใกล้ชิดพระรัตนตรัยมากกว่าผู้ที่ไม่ได้สมาทาน หากให้ความสนใจศึกษาและปฏิบัติตามคุณสมบัติของอุบาสก อุบาสิกา หรือของชาวพุทธทั้ง ๕ ประการนี้ ก็จะทำได้เป็นชาวพุทธผู้พัฒนา และมีคุณค่าอย่างแท้จริง แต่ถ้าไม่ปฏิบิตตามเสียเลยก็คงมีค่าเพียงแต่เป็นผู้สรรเสริญพระพุทธศาสนาเท่านั้น

Author Name

ฟอร์มรายชื่อติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *

ขับเคลื่อนโดย Blogger.