กรรมบถ กระทู้ธรรม กระทู้ธรรมตรี กระทู้ธรรมโท กระทู้ธรรมเอก กลอนเอตทัคคะ การท่องจำ การสอบ การให้คะแนน กุศลพิธี เก็งข้อสอบชั้นตรี เก็งข้อสอบชั้นโท เก็งข้อสอบชั้นเอก เก็งข้อสอบ ธ.ศ.ตรี เก็งข้อสอบ ธ.ศ.โท เก็งข้อสอบ ธ.ศ.เอก เก็งข้อสอบ น.ธ.ตรี เก็งข้อสอบ น.ธ.โท เก็งข้อสอบ น.ธ.เอก เก็งข้อสอบนักธรรมตรี เก็งข้อสอบนักธรรมโท เก็งข้อสอบนักธรรมเอก เก็งนักธรรมตรี-โท-เอก ข้อสอบ ข้อสอบธรรมศึกษาตรี ข้อสอบธรรมศึกษาโท ข้อสอบธรรมศึกษาเอก ข้อสอบธรรมสนามหลวง ข้อสอบ ธ.ศ. ข้อสอบ น.ธ. เขียนกระทู้ เขียนโจทย์ ความหมายกระทู้ธรรม คิหิปฏิบัติ โครสร้างกระทู้ธรรม ชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก ตรี ตัวอย่างการแต่งกระทู้ในใบตอบสนามหลวง แต่งกระทู้ ทริคกระทู้ ทานพิธี ธรรมศึกษา ธรรมศึกษาคืออะไร ธรรมศึกษาชั้นตรี ธรรมศึกษาชั้นโท ธรรมศึกษาชั้นเอก นักธรรม แนะนำ บทความธรรมศึกษา บุญพิธี ปกศ ธ.ศ. ปกศ น.ธ. ปกิณกพิธี ประโยคสำนวนที่ออกสอบ ประวัติธรรมศึกษา ผลสอบ ๒๕๕๖ ผลสอบธรรมสนามหลวง ผู้เขียนเว็บ พระกังขาเรวตะ พระกาฬุทายี พระกุมารกัสสปะ พระโกณฑธานะ พระขทิรวนิยเรวตะ พระจูฬปันถกะ พระนันทกะ พระนันทะ พระปิณโฑลภารทวาชะ พระปิลินทวัจฉะ พระปุณณมันตานีบุตร พระพากุละ พระพาหิยทารุจีริยะ พระภัททิยะ พระมหากัจจายนเถระ พระมหากัปปินะ พระมหากัสสปะ พระมหาโกฏฐิตะ พระมหาปันถกะ พระโมคคัลลานะ พระโมฆราช พระรัฐบาล พระราธะ พระราหุล พระลกุณฎกภัททิยะ พระวักกลิ พระวังคีสะ พระสาคตะ พระสารีบุตร พระสีวลี พระสุภูติ พระโสณกุฎิกัณณะ พระโสณโกฬิวิสะ พระโสภิตะ พระอนุรุทธะ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระอานนท์ พระอุบาลี พระอุปเสนะ พระอุรุเวลกัสสปะ พุทธประวัติ พุทธศาสนสุภาษิตชั้นตรี พุทธศาสนสุภาษิตชั้นโท พุทธศาสนสุภาษิตชั้นเอก เรียนธรรมศึกษา เลขใบประกาศนียบัตร วันแม่แห่งชาติ วันสอบธรรมสนามหลวง59 วันสอบสนามหลวง วันอาสาฬหบูชา วิชากรรมบถชั้นเอก วิชากระทู้ธรรมชั้นตรี วิชากระทู้ธรรมชั้นโท วิชากระทู้ธรรมชั้นเอก วิชาธรรมวิจารณ์ชั้นเอก วิชาธรรมวิภาคชั้นตรี วิชาธรรมวิภาคชั้นโท วิชาเบญจศีลเบญจธรรมชั้นตรี วิชาพุทธประวัติชั้นตรี วิชาพุทธานุทธประวัติชั้นเอก วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นตรี วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นโท วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นเอก วิชาอนุพุทธประวัติชั้นโท วิชาอุโบสถศีลชั้นโท วิธีตรวจกระทู้ธรรม วิธีเรียนธรรมศึกษา วิธีสมัครสอบ ศาสนพิธี ศาสนพิธีชั้นตรี ศาสนพิธีชั้นโท สถิติข้อสอบ สถิติข้อสอบกระทู้ธรรม สนามสอบในต่างประเทศ สนามสอบแผนกธรรม สอบนักธรรม สอบนักธรรมตรี2557 สารบัญเรียนธรรมศึกษา สุภาษิต หนังสือเรียนชั้นตรี หนังสือเรียนชั้นโท หนังสือเรียนชั้นเอก หลักสูตรเรียน หลักสูตรเรียนธรรมตรี หลักสูตรเรียนธรรมโท หลักสูตรเรียนธรรมเอก Book Like Scoring

<h1>พุทธานุพุทธประวัติ กัณฑ์ที่ ๘ พุทธกิจกถา</h1>
กัณฑ์ที่ ๘ พุทธกิจกถา 
ทรงเตรียมพระองค์เพื่อบำเพ็ญสัตตูปการกิจ
สมเด็จพระบรมโลกนาถ ผู้ประกอบด้วยพระกรุณาคุณอันใหญ่หลวง มีพระทัยใฝ่หาประโยชน์แก่เวไนยสัตว์ด้วยพระอัธยาศัยอันบริสุทธิ์ พุทฺโธ ทรงเป็นผู้ตื่นแล้วจึงมาปลุกผู้อื่นให้ตื่น ทนฺโต ทรงฝึกพระองค์ดีแล้วจึงมาฝึกผู้อื่น สนฺโต ทรงสงบระงับสรรพกิเลสเหตุเร่าร้อนทั้งปวงแล้ว จึงทรงสั่งสอนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้น ปรินิพฺพุโต ทรงเย็นสนิทจากเพลิงกิเลสแล้ว จึงทรงสอนให้คนอื่นดับเพลิงกิเลส

ทรงบำเพ็ญสัตตูปการกิจ ๒ ประการ
พระองค์ทรงเสด็จจาริกไปในคามนิคมและราชธานีต่างๆ เพื่อทรงประกอบสัตตูปการกิจ ๒ ประการ
๑. ธมฺมํ เทเสติ ทรงแสดงธรรมด้วยสามารถแห่งข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์และบรรพชิต
๒. วินยํ ปญฺญาเปติ ทรงบัญญัติวินัยอุบายเครื่องฝึกสหธรรมิกบริษัท เป็นสิกขาบท และขันธกะนั้นๆ ตั้งเขตแดนขอบขัน เพื่อให้เกิดการปฏิบัติดีงามด้วยกายและวาจา

อาการที่ทรงแสดงธรรม
พระองค์ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ด้วยประโยชน์ทั้ง ๓ คือ
๑. ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ผลดีที่จะพึงได้ประสบในปัจจุบันภพทันตาเห็น ธรรมที่ทรงสอน คือ อุฏฐานสัมปทา ความขยันหมั่นเพียร อารักขสัมปทา การรู้จักดูแลรักษา กัลยาณมิตตตา มีกัลยาณมิตร สมชีวิตา เลี้ยงชีวิตแต่พอเหมาะสม
๒. สัมปรายิกัตถประโยชน์ ผลดีที่จะพึงได้รับในชาติหน้า ธรรมที่ทรงสอน คือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา
๓. ปรมัตถประโยชน์ ผลดีสูงสุดในพระพุทธศาสนา ธรรมที่ทรงสอนคือ ศีล สมาธิ และปัญญา ที่มีความลุ่มลึกไปโดยลำดับ ครอบคลุมหลักธรรมคำสอนที่มีอยู่ทั้งสิ้น

วิธีฝึกคน ๓ ประการ
อนึ่ง เวไนยสัตว์ที่ควรฝึกก็เป็นต่างๆ กันโดยลัทธิวาท (การยึดถือลัทธิ) ทิฏฐิวาท (การถือทิฏฐิ) เป็นพราหมณชาติ เดียรถีย์ ปริพาชก พาหิรบรรพชิต ชฏิลดาบส ยักษ์ เทวดา พรหม ที่มีอัธยาศัยวิปริตถือผิดต่างๆ บางครั้ง ทรงใช้อิทธิปาฏิหาริย์ บางครั้งทรงใช้อาเทศนาปาฏิหาริย์ บางครั้งทรงใช้อนุศาสนีปาฏิหาริย์ ทรมานฝึกสอนให้เสื่อมพยศ

วิธีสอนคฤหัสถ์ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า
เมื่อจะทรงสอนคฤหัสถ์ซึ่งไม่ใช่บรรพชิตทั้งในและนอกศาสนา ผู้มีอุปนิสัยอินทรีย์แก่กล้าควรสำเร็จมรรคผล ณ อาสนะที่ฟังธรรมนั้น สรุปแล้วผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. เป็นมนุษย์ ๒. เป็นคฤหัสถ์ ๓. มีอินทรีย์แก่กล้า สำหรับบุคคลเช่นนี้จะทรงแสดงอนุปุพพีกถา ๕ และอริยสัจ ๔
                       
อุบายวิธีแสดงธรรม ๔ ประการ
และการที่จะทรงสั่งสอนคฤหัสถ์บริษัทเช่นนั้น จะทรงแสดงธรรมด้วยอุบายวิธี ๔ ประการ คือ
๑. สันทัสสนา ทรงชี้แจงให้ผู้ฟังเห็นโทษและคุณชัดเจน เหมือนเห็นด้วยตาของตนเอง
๒. สมาทปนา ชักชวนหรือโน้มน้าวให้ผู้ฟังเห็นว่าสิ่งนั้นไม่ดี ควรละ สิ่งนั้นดี ควรประพฤติ
๓. สมุตเตชนา ชี้แจงให้ผู้ฟังเกิดความกล้าหาญที่จะละความชั่ว ประพฤติความดี
๔. สัมปหังสนา พรรณนาคุณแห่งการละความชั่ว และบำเพ็ญความดี เป็นต้นนั้นให้ผู้ฟังรื่นเริงบันเทิงใจ 

ธรรมที่เป็นเหตุให้พรหมจรรย์ตั้งอยู่ได้นาน
ธรรม ๓๗ ประการ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗  มรรคมีองค์ ๘ เป็นอภิญญาเทสิตธรรม ธรรมที่ทรงแสดงด้วยพระปัญญาอันยิ่ง หรือธรรมที่ทรงแสดงเพื่อให้เกิดปัญญาอันยิ่ง

ธรรม ๓๗ ประการนี้ ภิกษุทั้งหลายเล่าเรียนให้ดี  เห็นประโยชน์ปฏิบัติเป็นประจำ ทำให้มาก ก็จะพึงทำให้พรหมจรรย์ (ศาสนา) ตั้งอยู่ได้นาน ทั้งเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย

ปัญญาที่กำหนดนามรูปโดยลักษณะทั้ง  ๓
เป็นคุณเบื้องสูงแห่งพรหมจรรย์
คำสอนที่เป็นไปโดยมากในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า พหุลานุศาสนี คือ ทรงสอนพุทธบริษัทให้เห็นด้วยปัญญาว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันย่อลงเป็น ๒ คือ รูป เรียกว่ารูป ส่วน เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ รวมกันเรียกว่า นาม เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

ปัญญาที่รอบรู้ในลักษณะทั้ง ๓ นี้เรียกว่า ธัมมฐิติญาณ (รู้ความดำรงอยู่แห่งสภาวธรรม) หรือเรียกว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ (ปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง) เป็นเหตุให้เกิดนิพพานญาณ (การรู้หรือการบรรลุนิพพาน)

ยถาภูตญาณทัสสนะเป็นเครื่องถอนคาหะความยึดถือ ๓ ประการ
ยถาภูตญาณทัสสนะ ความรู้เห็นตามความเป็นจริง เป็นเครื่องถอนคาหะความยึดถือผิด ๓ ประการ คือ
. เมื่อเห็นตามเป็นจริงว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ย่อมถอนตัณหาคาหะ ความถือมั่นด้วยอำนาจ ตัณหาเสียได้
. เมื่อเห็นตามเป็นจริงว่า สภาพนั่นไม่เป็นเรา ย่อมถอนมานคาหะ
ความถือมั่นด้วยอำนาจมานะ (เย่อหยิ่ง)  เสียได้
๓. เมื่อเห็นตามเป็นจริงว่า สภาพนั่นไม่ใช่ตัวตนแก่นสารของเรา ย่อมถอนทิฏฐิคาหะ ความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ (ความเห็นผิด) เสียได้

ตัณหา มานะ ทิฏฐิ เป็นปปัญจธรรม
ตัณหา มานะ และทิฏฐิ ทั้ง ๓ นี้จัดว่าเป็น ปปัญจธรรม ธรรมที่ทำให้เกิดความเนิ่นช้า อธิบายว่า ถ้าสัตว์ยังมีความอยากได้ ถือตัว และเห็นผิดอยู่ ก็ย่อมไม่มีปัญญาที่รู้เห็นตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้เห็นตามความเป็นจริง ก็ไม่สามารถจะพ้นจากความทุกข์ได้

อนัตตานุปัสสนาละอัตตวาทุปาทาน
สัตว์ทั้งหลายล้วนยินดีในธรรมเครื่องเนิ่นช้าทั้ง ๓ นี้ แม้ผู้เป็นคณาจารย์บางคน จะสอนให้ละอุปาทาน ก็ละได้เฉพาะกามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน และสีลพตุปาทาน เท่านั้น แต่ไปยึดมั่นอยู่กับอัตตวาทุปาทาน ว่ามีอาตมันตัวตนอยู่ จึงเห็นความจริงแต่เพียง ๒ ประการ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีใครเห็นอนัตตา นานเข้าจึงเวียนมาหาปปัญจธรรมด้านเดิม คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิอีก ย่อมไม่พ้นจากวัฏฏสงสาร

ส่วนพระตถาคตทั้งหลาย ทรงทราบความจริงทั้ง ๓ ประการ คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา ของสังขารทั้งหลาย ถอนอุปาทานทั้ง ๔ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน เสียได้ จึงเป็นผู้ไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้า ได้บรรลุอมตมหานิพพาน

เพราะทรงมุ่งผลคือ ความพ้นจากวัฏฏทุกข์ของเวไนยสัตว์ พระองค์จึงทรงสั่งสอนให้พิจารณาสังขาร โดยลักษณะ ๓ ประการ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา เป็นพหุลานุศาสนี คำสอนที่มากกว่าคำสอนอย่างอื่นในพระพุทธศาสนา

พระธรรมชื่อว่า สฺวากฺขาโต
พระองค์ทรงแสดงธรรมสอนเวไนยสัตว์ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ
๑. อภิญฺญาย ธมฺมํ เทเสติ ทรงแสดงธรรมหวังจะให้เวไนยสัตว์ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่มีปิดบังอำพราง หรือเปิดเผยแก่สาวกบางองค์ ปกปิดสำหรับสาวกบางองค์
๒. สนิทานํ ธมฺมํ เทเสติ ทรงแสดงธรรมประกอบด้วยเหตุ ควรที่ผู้ฟังจะตรองตามให้เห็นจริงได้
๓. สปฺปาฏิหาริยํ ธมฺมํ เทเสติ ทรงแสดงธรรมมีความอัศจรรย์ ที่ผู้ปฏิบัติตามได้ผลดีจริง
ดังนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงจึงชื่อว่า สฺวากฺขาโต คือ ตรัสไว้ดีแล้ว และพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติตามพระธรรมนั้น จึงชื่อว่า สุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว

อาการที่ทรงบัญญัติพระวินัย
เพื่อจะเป็นที่รองรับอธิกุศล ให้บุคคลได้บำเพ็ญสัมมาปฏิบัติทางพระนิพพานโดยง่าย และให้ห่างไกลจากอกุศลธุลีต่างๆ จึงทรงบัญญัติพระวินัยสำหรับใช้กับ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี ไม่ทั่วไปในคฤหัสถ์บริษัทมณฑล

ความเป็นมาของ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรรี
เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สำเร็จอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงประกาศพระศาสนาเริ่มตั้งแต่ทรงแสดงพระธรรมจักร โปรดปัญจวัคคีย์ ๕ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม ทูลขอบรรพชาอุปสมบทจึงทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยพระวาจาว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด เพียงเท่านี้ท่านโกณฑัญญะ ก็ได้เป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา วิธีนี้เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ใช้แต่ลำพังพระศาสดาพระองค์เดียวเท่านั้น

ครั้นต่อมา เมื่อมีพระอรหันตสาวกเกิดขึ้นในโลก ๖๐ องค์ คือ ภิกษุปัญจวัคคีย์ ๕ รูป พระยสเถระและสหายของท่านอีก ๕๔ รูป ทรงส่งท่านเหล่านั้นไปประกาศพระศาสนา มีผู้ศรัทธาต้องการบวชจึงนำมาเฝ้าเพื่อประทานอุปสมบท ทรงเห็นว่าเป็นความลำบาก จึงทรงอนุญาตให้พระสาวกบวชกุลบุตรได้เอง เฉพาะตัวต่อตัวโดยให้เขาปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมน้ำฝาด กราบภิกษุ นั่งกระโหย่งประนมมือ ว่าตามพระสงฆ์ ว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิฯเปฯตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ เพียงเท่านี้ ผู้นั้นก็ได้สำเร็จเป็นภิกษุ วิธีนี้เรียกว่า ติสรณคมนูปสัมปทา แปลว่า อุปสมบทด้วยการรับไตรสรณคมน์

ครั้นต่อมา เมื่อพระองค์ประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ตรัสให้พระสารีบุตรเถระเป็นพระอุปัชฌาย์บวชพราหมณ์คนหนึ่งเป็นการสงฆ์ด้วยวิธีสวดกรรมวาจา ๓ ครั้ง พร้อมทั้งญัตติ ๑ เรียกว่า ญัตติจตุตถกรรมวาจาอุปสัมปทา และทรงให้ยกเลิกวิธีบวชด้วยการรับไตรสรณคมน์เสีย

ทรงอนุญาตการบรรพชาเป็นสามเณร
เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จยังนครกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรดพระประยูรญาติ ทรงรับสั่งให้พระสารีบุตรเถระบรรพชาให้พระราหุล โดยวิธีรับไตรสรณคมน์ เรียกว่า บรรพชาเป็นสามเณร เพราะขณะนั้นท่านยังเป็นเด็กมาก ยังไม่เหมาะสมจะเป็นภิกษุ

ทรงอนุญาตให้สตรีอุปสมบทเป็นภิกษุณี
ครั้งหนึ่ง พระองค์เสด็จอยู่ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองไพศาลี ทรงอนุญาตอุปสมบทเป็นภิกษุณี แก่พระนางมหาปชาบดี ด้วยวิธีรับครุธรรม ๘ ประการ ทรงอนุญาตอุปสมบทแก่นางสากิยาณี ๕๐๐ นาง โดยภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว ทรงตั้งภิกษุณีบริษัทขึ้นในพระพุทธศาสนา
         
ต่อมาเมื่อมีภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ จึงทรงอนุญาตอัฏฐวาจิกาอุปสัมปทา การอุปสมบทด้วยกรรมวาจา ๘ คือ ญัตติจตุตถกรรมวาจาฝ่ายภิกษุสงฆ์ และญัตติจตุตถกรรมวาจาฝ่ายภิกษุณีสงฆ์แก่ผู้ที่จะบวชเป็นภิกษุณี

วิธีบวชสามเณรี
ต่อมาทรงอนุญาตให้ภิกษุณีบรรพชาให้สตรีผู้มีอายุยังน้อยเป็นสามเณรี ด้วยวิธีรับไตรสรณคมน์ เหมือนกับภิกษุให้บรรพชาสามเณร

สิกขมานา
ต่อมาทรงอนุญาตให้ภิกษุณีสงฆ์ให้สิกขาสมมติแก่สามเณรี ประพฤติให้บริบูรณ์ ๒ ปีก่อน จึงอุปสมบทเป็นนางภิกษุณีได้ ผู้ประพฤติสิกขาสมมตินี้เรียกว่า สิกขมานา

สหธรรมิกบรรพชิต ๕
ภิกษุ ๑ ภิกษุณี ๑ สามเณรีสิกขมานา ๑ สามเณร ๑ สามเณรี ๑ เป็นสหธรรมิกบรรพชิต ๕ จำพวก ด้วยประการฉะนี้

ทรงอาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ บัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุและภิกษุณี
พระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทเฉพาะภิกษุบ้าง เฉพาะภิกษุณีบ้าง สาธารณะทั่วไปแก่ทั้งสองพวกบ้าง ซึ่งเรียกว่า วินัย เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ
  • ๑. เพื่อให้สงฆ์ยอมรับว่าดีแล้ว ชอบแล้ว
  • ๒. เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์
  • ๓. เพื่อข่มบุคคลผู้ไม่ละอายใจ
  • ๔. เพื่ออยู่สบายแห่งผู้มีศีล
  • ๕. เพื่อป้องกันความเสียหายในปัจจุบัน
  • ๖. เพื่อกำจัดเหตุแห่งความเสียหายในสัมปรายภพ
  • ๗. เพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส
  • ๘. เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของคนที่เลื่อมใสอยู่แล้ว
  • ๙. เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม
  • ๑๐. เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย (สนับสนุนให้คนมีระเบียบวินัย)
ประโยชน์ที่มุ่งหมายแห่งพระธรรมวินัย
ธรรมและวินัยที่ทรงแสดงและทรงบัญญัติไว้แม้จะมีมากมาย แต่เมื่อจะกล่าวถึงผลมุ่งหมายสูงสุดก็เพื่อ วิมุตติ คือ ความหลุดพ้นวิเศษจากสรรพกิเลสเครื่องเศร้าหมองใจอย่างเดียว เปรียบเหมือนน้ำในมหาสมุทรทั้งหลายที่กว้างใหญ่จะกี่มหาสมุทรก็ตาม ล้วนมีรสเดียวกันคือ มีรสเค็ม

ทรงแสดงธรรมและบัญญัติวินัยเพื่อประกาศสัทธรรม ๓ ประการ
พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมและทรงบัญญัติวินัย เพื่อประกาศสัทธรรม ๓ ประการ คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ให้เป็นไปในพุทธบริษัทสาวกมณฑลทั้งเทวดา มนุษย์ สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ บรรพชิต ตามสมควร

คำสอนอันแสดงข้อปฏิบัติคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ชื่อว่า ปริยัติสัทธรรม

การปฏิบัติตามศีล สมาธิ ปัญญา ชื่อว่า ปฏิปัตติสัทธรรม

มรรค ผล นิพพาน ที่ได้บรรลุเพราะการปฏิบัติตามศีล สมาธิ ปัญญา ชื่อว่า ปฏิเวธสัทธรรม

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้สัทธรรม ๓ ประการนี้ เป็นไปในมนุษย์พุทธบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุ  ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา จนบริษัททั้ง ๔ นั้นทรงคุณธรรมดำรงใน เอตทัคคสถานตามอภิสมัยสมบัติ ดังนี้

บริษัท ๔ ผู้ตั้งอยู่ในเอตทัคคสถาน
ฝ่ายภิกษุบริษัท 
  • พระสารีบุตรอัครสาวกท่านทรงปัญญาอันพิเศษ ให้อนุตรธรรมจักรที่พระตถาคตเจ้าให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามได้โดยชอบ ดังปรินายกรัตน์แห่งบรมจักรพรรดิฉะนั้น ท่านเป็นผู้เลิศกว่า ภิกษุผู้มีปัญญามาก
  • พระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกที่ ๒ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายที่มีอิทธิฤทธิ์
  • พระอัญญาโกณฑัญญะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้รู้ราตรีนาน
  • พระมหากัสสปะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ทรงธุดงคคุณ
  • พระอนุรุทธะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ได้ทิพยจักษุญาณ
  • พระภัททิยกาฬิโคธายบุตร เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เกิด ณ ตระกูลสูง
  • พระลกุณฏกภัททิยะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีเสียงเพราะ
  • พระปิณโฑลภารทวาชะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้บันลือสีหนาททั้งปวง
  • พระปุณณมันตานีบุตร เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก  
  • พระมหากัจจายนะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้แจกเนื้อความแห่งคำย่อออกโดยพิสดารได้
  • พระจุลลปันถกเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายอันนิรมิตได้ซึ่งมโนมยกาย และเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏ การพลิกปัญญา
  • พระมหาปันถกเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์ การพลิกจิต
  • พระสุภูติเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ด้วยอรณวิหาร ไม่มีกิเลส และเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นทักขิเณยยะ ควรรับทักขิณาทานเครื่องเจริญสุขสมปีติ
  • พระขทิรวนิยะเรวตเถระ  อันอยู่ในป่าไม้กระถินก็ว่า ไม้ตะเคียนก็ว่า เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่า
  • พระกังขาเรวตเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เพ่งด้วยฌาน
  • พระโสณโกฬิวิสเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีความเพียรปรารภแล้ว
  • พระโสณกุฏิกัณณเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีวาจาอันไพเราะ
  • พระสีวลีเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีลาภมาก
  • พระวักกลิเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้น้อมลงด้วยศรัทธา
  • พระราหุล เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ใคร่ซึ่งสิกขา
  • พระรัฏฐปาลเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้บวชด้วยศรัทธา
  • พระกุณฑธานเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ถือเอาซึ่งสลากเป็นประถม
  • พระวังคีสเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปฏิภาณ
  • พระอุปเสนวังคันตบุตร เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้นำมาซึ่งความเลื่อมใสโดยรอบ
  • พระทัพพมัลลบุตร เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้แต่งตั้งปูลาดเสนาสนะ
  • พระปิลินทวัจฉเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นที่รักเจริญจิตของเทวดา
  • พระพาหิยทารุจีริยะ เลิศกว่าท่านที่เป็นขิปปาภิญญาบุคคลตรัสรู้พลัน
  • พระกุมารกัสสปเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้กล่าวธรรมกถาวิจิตร
  • พระมหาโกฏฐิตเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ถึงซึ่งปฏิสัมภิทา
  • พระอานนทเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายโดยคุณพิเศษถึง ๕ สถาน คือ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายที่เป็นพหุสูต เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายที่มีธิติปัญญาจำทรง เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้อุปฐาก
  • พระอุรุเวลกัสสปเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายที่มีบริษัทใหญ่บริวารมาก
  • พระพากุลเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีโรคน้อย
  • พระโสภิตเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ระลึกได้ซึ่งปุพเพนิวาส
  • พระอุบาลีเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ทรงไว้ซึ่งวินัย
  • พระนันทกเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ให้โอวาทนางภิกษุณี
  • พระนันทเถระ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีความเกื้อกูลในปฏิภาณ
  • พระโมฆราชเถระ เลิศกว่าภิกษุ ทั้งหลายผู้ทรงจีวรเศร้าหมองในภิกษุบริษัทมีท่านผู้ทรงคุณพิเศษนั้นๆ ซึ่งพระศาสดาทรงสรรเสริญในเอตทัคคสถานโดยนิยมดังนี้
ในฝ่ายภิกษุณีบริษัท
  • พระนางมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งได้รับครุธัมมปฏิคคหณุปสมบทก่อนเป็นประถมกว่าภิกษุณีทั้งหลาย เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายบรรดาผู้รู้ราตรี คือเป็นนางภิกษุณีก่อนกว่านางภิกษุณีทั้งปวง
  • นางเขมาเถรี เป็นอัครสาวิกา เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้มีปัญญามาก
  • นางอุบลวัณณาเถรี อัครสาวิกาที่ ๒ เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้มีฤทธิ์
  • นางปฏาจาราเถรี เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายอันทรงไว้ซึ่งวินัย
  • นางธัมมทินนาเถรี เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายบรรดาที่เป็นธรรมกถึก
  • นางนันทาเถรี เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้เพ่งด้วยฌานสมาบัติ
  • นางโสณาเถรี เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้มีความเพียรปรารภแล้ว
  • นางสกุณเถรี เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายที่บรรลุทิพยจักษุญาณ
  • นางภัททากุณฑลเกสีเถรี เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้เป็นขิปปาภิญญามีความตรัสรู้พลัน
  • นางภัททกาปิลานีเถรี เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายที่ระลึกได้ซึ่งปุพเพนิวาส
  • นางภัททากัจจานาเถรี เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายที่ถึงซึ่งอภิญญาอันใหญ่แล้ว
  • นางกิสาโคตมีเถรี เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้ทรงไว้ซึ่งจีวรอันเศร้าหมอง
  • นางสิงคาลมาตาเถรี เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายที่น้อมลงแล้วด้วยศรัทธา
ภิกษุณีพุทธบริษัททรงคุณสมบัติดำรงในเอตทัคคสถาน ด้วยประการฉะนี้

ฝ่ายอุบาสกบริษัท
  • พาณิชทั้ง ๒ คือ ตปุสสะ ๑ ภัลลิกะ ๑ ผู้ได้สรณะเป็นเทฺววาจิกอุบาสก เมื่อเสด็จอยู่ ณ ควงไม้ราชายตนพฤกษ์นั้น เลิศกว่าสาวกอุบาสกผู้ถึงสรณะก่อน
  • สุทัตตคฤหบดีอนาถบิณฑิกเศรษฐีโสดาบัน เลิศกว่าอุบาสกผู้ทายกทั้งหลาย
  • จิตตคฤหบดี อนาคามีอริยสาวก อยู่เมืองมัจฉิกาสัณฑนคร เลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก
  • หัตถอาฬวกอนาคามีอริยสาวกเป็นอุบาสกเลิศกว่าอุบาสกทั้งหลาย ผู้สงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ  ๔ 
  • ท้าวมหานามสักกะผู้พระสกทาคามีอริยสาวก เลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายผู้ให้ซึ่งปัจจัยลาภอันประณีต
  • อุคคคฤหบดีอนาคามีอริยสาวกอยู่ ณ เมืองไพศาลี เลิศกว่ามนาปทายกอุบาสกผู้ให้สิ่งของอันให้เจริญจิต
  • อุคคตคฤหบดีอนาคามีอริยสาวก อยู่ ณ บ้านหัตถีคาม เลิศกว่าสังฆุปัฏฐากอุบาสก ผู้ปฏิบัติสงฆ์
  • ปุรพันธเศรษฐีบุตรโสดาบันอริยสาวก เลิศกว่าอุบาสกผู้เลื่อมใสมั่นคง
  • ชีวกโกมารภัจ เลิศกว่าอุบาสกที่เลื่อมใสในบุคคล
  • นังกุลบิดาคฤหบดีโสดาบัน เลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายผู้มีความคุ้นเคยในพระพุทธเจ้า อุบาสกพุทธบริษัทคฤหัสถ์สาวกมีคุณสมบัติดำรงในเอตทัคคสถาน ด้วยประการฉะนี้ 
ฝ่ายอุบาสิกาบริษัท
  • นางสุชาดาเสนิยธิดาโสดาบันอริยสาวิกาได้ถึงสรณะก่อน เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายผู้ถึงสรณะก่อน
  • นางวิสาขามิคารมาตาโสดาบัน เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายที่เป็นทายิกาบริจาคทาน
  • นางขุชชุตตราโสดาบันอริยสาวิกา เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก
  • นางสามาวดีโสดาบันอริยสาวิกา เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายผู้อยู่ด้วยเมตตาวิหาร
  • นางอุตรานันทมาตาโสดาบันอริยสาวิกา เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายผู้เพ่งด้วยฌานสมาบัติ
  • นางสุปปวาสาโกลิยธิตาโสดาบันอริยสาวิกา เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายผู้ให้ซึ่งปัจจัยลาภอันประณีต
  • นางสุปปิยาอุบาสิกาโสดาบันอริยสาวิกา เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายผู้ปฏิบัติภิกษุไข้
  • นางกาติยานีโสดาบันอริยสาวิกา เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายผู้ได้เลื่อมใสมั่นคง
  • นางคฤหปตานีนังกุชมาตาโสดาบันอริยสาวิกา เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายผู้มีความคุ้นเคยในพระพุทธเจ้า
  • นางกาฬีอุบาสิกากุลฆริกาโสดาบันอริยสาวิกา เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายผู้ได้เลื่อมใสแล้วด้วยได้ยินตาม
อุบาสิกาพุทธบริษัทคฤหัสถ์สาวิกา มีคุณสมบัติดำรงอยู่ในเอตทัคคสถาน ด้วยประการฉะนี้

แสดงความคิดเห็น

คุณสามารถแสดงความคิดเห็นได้ในส่วนนี้ครับ

Author Name

ฟอร์มรายชื่อติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *

ขับเคลื่อนโดย Blogger.