กรรมบถ กระทู้ธรรม กระทู้ธรรมตรี กระทู้ธรรมโท กระทู้ธรรมเอก กลอนเอตทัคคะ การท่องจำ การสอบ การให้คะแนน กุศลพิธี เก็งข้อสอบชั้นตรี เก็งข้อสอบชั้นโท เก็งข้อสอบชั้นเอก เก็งข้อสอบ ธ.ศ.ตรี เก็งข้อสอบ ธ.ศ.โท เก็งข้อสอบ ธ.ศ.เอก เก็งข้อสอบ น.ธ.ตรี เก็งข้อสอบ น.ธ.โท เก็งข้อสอบ น.ธ.เอก เก็งข้อสอบนักธรรมตรี เก็งข้อสอบนักธรรมโท เก็งข้อสอบนักธรรมเอก เก็งนักธรรมตรี-โท-เอก ข้อสอบ ข้อสอบธรรมศึกษาตรี ข้อสอบธรรมศึกษาโท ข้อสอบธรรมศึกษาเอก ข้อสอบธรรมสนามหลวง ข้อสอบ ธ.ศ. ข้อสอบ น.ธ. เขียนกระทู้ เขียนโจทย์ ความหมายกระทู้ธรรม คิหิปฏิบัติ โครสร้างกระทู้ธรรม ชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก ตรี ตัวอย่างการแต่งกระทู้ในใบตอบสนามหลวง แต่งกระทู้ ทริคกระทู้ ทานพิธี ธรรมศึกษา ธรรมศึกษาคืออะไร ธรรมศึกษาชั้นตรี ธรรมศึกษาชั้นโท ธรรมศึกษาชั้นเอก นักธรรม แนะนำ บทความธรรมศึกษา บุญพิธี ปกศ ธ.ศ. ปกศ น.ธ. ปกิณกพิธี ประโยคสำนวนที่ออกสอบ ประวัติธรรมศึกษา ผลสอบ ๒๕๕๖ ผลสอบธรรมสนามหลวง ผู้เขียนเว็บ พระกังขาเรวตะ พระกาฬุทายี พระกุมารกัสสปะ พระโกณฑธานะ พระขทิรวนิยเรวตะ พระจูฬปันถกะ พระนันทกะ พระนันทะ พระปิณโฑลภารทวาชะ พระปิลินทวัจฉะ พระปุณณมันตานีบุตร พระพากุละ พระพาหิยทารุจีริยะ พระภัททิยะ พระมหากัจจายนเถระ พระมหากัปปินะ พระมหากัสสปะ พระมหาโกฏฐิตะ พระมหาปันถกะ พระโมคคัลลานะ พระโมฆราช พระรัฐบาล พระราธะ พระราหุล พระลกุณฎกภัททิยะ พระวักกลิ พระวังคีสะ พระสาคตะ พระสารีบุตร พระสีวลี พระสุภูติ พระโสณกุฎิกัณณะ พระโสณโกฬิวิสะ พระโสภิตะ พระอนุรุทธะ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระอานนท์ พระอุบาลี พระอุปเสนะ พระอุรุเวลกัสสปะ พุทธประวัติ พุทธศาสนสุภาษิตชั้นตรี พุทธศาสนสุภาษิตชั้นโท พุทธศาสนสุภาษิตชั้นเอก เรียนธรรมศึกษา เลขใบประกาศนียบัตร วันแม่แห่งชาติ วันสอบธรรมสนามหลวง59 วันสอบสนามหลวง วันอาสาฬหบูชา วิชากรรมบถชั้นเอก วิชากระทู้ธรรมชั้นตรี วิชากระทู้ธรรมชั้นโท วิชากระทู้ธรรมชั้นเอก วิชาธรรมวิจารณ์ชั้นเอก วิชาธรรมวิภาคชั้นตรี วิชาธรรมวิภาคชั้นโท วิชาเบญจศีลเบญจธรรมชั้นตรี วิชาพุทธประวัติชั้นตรี วิชาพุทธานุทธประวัติชั้นเอก วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นตรี วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นโท วิชาเรียนธรรมศึกษาชั้นเอก วิชาอนุพุทธประวัติชั้นโท วิชาอุโบสถศีลชั้นโท วิธีตรวจกระทู้ธรรม วิธีเรียนธรรมศึกษา วิธีสมัครสอบ ศาสนพิธี ศาสนพิธีชั้นตรี ศาสนพิธีชั้นโท สถิติข้อสอบ สถิติข้อสอบกระทู้ธรรม สนามสอบในต่างประเทศ สนามสอบแผนกธรรม สอบนักธรรม สอบนักธรรมตรี2557 สารบัญเรียนธรรมศึกษา สุภาษิต หนังสือเรียนชั้นตรี หนังสือเรียนชั้นโท หนังสือเรียนชั้นเอก หลักสูตรเรียน หลักสูตรเรียนธรรมตรี หลักสูตรเรียนธรรมโท หลักสูตรเรียนธรรมเอก Book Like Scoring

<h1>พุทธานุพุทธประวัติ มหาปรินิพพานสูตร,กัณฑ์ที่ ๙</h1>
กัณฑ์ที่ ๙ มหาปรินิพพานสูตร
พรรษาที่ ๔๕ พรรษาสุดท้าย ทรงจำพรรษา ณ บ้านเวฬุวคาม เขตเมืองไพศาลี ทรงพระประชวรขราพาธแล้ว เกิดทุกขเวทนาใกล้ปรินิพพาน ภายในพรรษานั้น ได้ตรัสสอนพระอานนทเถระที่มีความวิตกกังวลกับการประชวรของพระองค์ว่า ดูก่อนอานนท์ สมัยใด พระตถาคตเจ้าเข้าอนิมิตตเจโตสมาธิ คือ ไม่ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวง เพราะดับเวทนาบางเหล่า สมัยนั้น กายของพระตถาคตเจ้า ย่อมมีความผาสุก เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีบุคคลหรือสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ทรงอธิบายว่ามีตนเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ธรรมนั้นได้แก่ เอกายนมรรค คือ สติปัฏฐานทั้ง ๔

ครั้นออกพรรษา ประทับอยู่ที่ปาวาลเจดีย์ ทรงรับอาราธนาพระยามารว่าอีก ๓ เดือน ตถาคตจะปรินิพพาน เรียกว่า ทรงปลงอายุสังขาร พระอรรถถกาจารย์ ถือตามพระบาลีนี้จึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปลงอายุสังขารวันมาฆปุรณมี

ทรงแสดงบริษัท ๘ คือ กษัตริย์ ๑ พราหมณ์ ๑ คฤหบดี ๑ สมณะ ๑ หมู่เทพชั้นจาตุมหาราชิกา ๑ ชั้นดาวดึงส์ ๑ หมู่มาร ๑ หมู่พรหม๑ ซึ่งพระองค์ทรงเคยเข้าไปสนทนาและแสดงธรรมีกถาสั่งสอน

ทรงแสดงสถานที่ ๑๖ ตำบล ที่ทรงทำนิมิตโอภาสอันหยาบเพื่อให้พระอานนท์ทูลขอให้ทรงอยู่แสดงธรรม เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่มหาชน คือ ที่เมืองราชคฤห์ ๑๐ แห่ง เมืองเวสาลี ๖ แห่ง

เมืองราชคฤห์ ๑๐ แห่ง คือ ภูเขาคิชฌกูฏ ๑ โคตมนิโครธ ๑ โจรัปปปาตะ ๑ สัตตบัณณคูหา ๑ กาฬสิลา ๑ สัปปิโสณฑิกา ๑ ตโปทาราม ๑ เวฬุวัน ๑ ชีวกัมพวัน ๑ มัททกุจฉิมิคทายวัน ๑

เมืองเวสาลี ๖ แห่ง คือ อุเทนเจดีย์ ๑ โคตมกเจดีย์ ๑ สัตตัมพเจดีย์ ๑ พหุปุตตเจดีย์ ๑ สารันทเจดีย์ ๑ ปาวาลเจดีย์  ๑

ทรงสั่งสอนพุทธบริษัทด้วยสังเวคกถาและอัปปมาทธรรม
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วทรงสอนว่า คนทั้งหลาย ทั้งที่เป็นคนหนุ่มสาว คนแก่ ทั้งที่เป็นคนโง่ คนฉลาด ทั้งที่เป็นคนมั่งมี และคนยากจน ล้วนแต่มีความตายรอคอยอยู่ข้างหน้า เหมือนภาชนะดินที่นายช่างหม้อกระทำไว้ สุดท้ายก็ต้องแตกทำลาย ท่านทั้งหลาย จงให้ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่นถึงพร้อมบริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด

เวสาลีนาคาวโลก ทรงเหลียวกลับมาทอดพระเนตรเมืองไพศาลี
ครั้งนั้น เวลาเช้า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครไพศาลี ครั้นเสด็จกลับจากบิณฑบาต ได้ทอดพระเนตรเมืองไพศาลีเป็นนาคาวโลก คือ กลับเยื้องพระกายมาทั้งพระองค์เป็นมหาปุริสอาการอย่างหนึ่ง แล้วตรัสกับพระอานนท์ว่า การดูเมืองไพศาลีครั้งนี้เป็นปัจฉิมทัศนะ (การดูครั้งสุดท้าย) ของตถาคต เราไปบ้านภัณฑุคามกันเถิด

ทรงแสดงอริยธรรม ๔ ประการ
ณ บ้านภัณฑุคามนั้น ทรงแสดงธรรม ๔ ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ว่าเป็นอริยธรรม (ธรรมทำความเป็นอริยะ) ทรงอธิบายว่าเพราะไม่ได้ตรัสรู้ธรรม ๔ ประการนี้ เราและท่านทั้งหลายจึงได้ท่องเที่ยวไปในภพกำเนิด ได้รับความทุกข์อันวิจิตรเป็นอเนกประการ แต่บัดนี้ เราและท่านทั้งหลายตรัสรู้ธรรม ๔ ประการนี้แล้ว จึงทำลายโมหะ และดับตัณหาเสียได้ การเกิดในภพใหม่จึงไม่มี

ทรงแสดงไตรสิกขาว่าเป็นปฏิปทาแห่งวิมุตติ
ทรงแสดงอานิสงส์ (คุณ) แห่งศีลว่า เป็นที่ตั้งอันใหญ่แห่งคุณพิเศษชั้นสูง เหมือนแผ่นดินเป็นที่อาศัยทำงานของมนุษย์ ศีลเมื่อบริบูรณ์ดี ย่อมก่อให้เกิดสมาธิ สมาธิที่เกิดจากศีลอันบริสุทธิ์ย่อมมีอานิสงส์ใหญ่ยิ่ง สมาธิเมื่อมั่นคงดีแล้วย่อมก่อให้เกิดปัญญา ปัญญาที่เกิดมาจากสมาธิอันแน่วแน่และบริสุทธิ์ ย่อมมีอานิสงส์ใหญ่ยิ่ง คือ จะทำให้จิตมีความรู้แจ้งเห็นจริง เมื่อจิตรู้แจ้งเห็นจริงด้วยอำนาจปัญญาแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ คือ กามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ ทั้ง ๓ อย่างไม่มีเชื้อเหลือ (นิรินธนพินาศ)

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ที่อานันทเจดีย์ เขตโภคนคร ตรัสมหาประเทศ (เครื่องกำหนดรู้ภาษิตของพระองค์) ฝ่ายพระสูตร เรียกว่า สุตตันติกมหาปเทส ๔ ใจความย่อว่า ถ้ามีผู้อื่นมาอ้างพระศาสดา สงฆ์ คณะ หรือบุคคล แล้วแสดงว่านี้เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์ อย่าพึงด่วนรับรองหรือด่วนปฏิเสธ พึงสอบสวนดูกับพระวินัยและพระสูตร ถ้าขัดแย้งกัน พึงทราบว่า นั่นไม่ใช่ธรรม วินัย และสัตถุศาสน์ ถ้าตรงกันทั้งพระวินัยและพระสูตร พึงทราบว่านั่นเป็นธรรม วินัย และสัตถุศาสน์

วันที่นายจุนทะถวายปัจฉิมบิณฑบาต
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่โภคนครนั้นตามสมควรแก่เวลา จึงเสด็จไปถึงปาวานคร ประทับอยู่ที่ป่าไม้มะม่วงของนายจุนทกัมมารบุตร นายจุนทะได้เข้าไปเฝ้า ได้ฟังพระธรรมเทศนา เชื่อกรรมและวิบากแล้ว จึงทูลอาราธนาพระองค์พร้อมทั้งพระสงฆ์เพื่อรับอาหารบิณฑบาตในวันรุ่งขึ้น พระองค์ทรงรับโดยดุษณียภาพ

วันรุ่งขึ้นที่นายจุนทะได้ถวายภัตตาหารปัจฉิมบิณฑบาตทานนั้น เป็นวันที่พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน ซึ่งพระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า วันวิสาขปุรณีดิถีเพ็ญเดือน ๖

เสด็จสู่กุสินารานคร
เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงเสวยภัตตาหารของนายจุนทะแล้ว ทรงพระประชวรลงพระโลหิตอย่างหนัก แต่ทรงอดกลั้นไว้ด้วยอธิวาสนขันติธรรม ครั้งนั้นได้ตรัสเรียกพระอานนท์มาสั่งว่า จะเสด็จไปยังเมืองกุสินาราในระหว่างทางได้พบกับบุตรแห่งมัลลกษัตริย์คนหนึ่ง ชื่อ ปุกกุสะ เป็นสาวกของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงแสดงธรรมเทศนาแก่เขา ทำให้เขาเกิดศรัทธาเลื่อมใส ได้ถวายผ้าคู่เนื้อดี เรียกว่า ผ้าสิงคิวรรณ รับสั่งให้ถวายพระอานนท์เถระผืนหนึ่ง แต่พระเถระได้ถวายให้พระองค์ทรงนุ่งผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ทำให้ผิวพรรณพระกายบริสุทธิ์ผุดผาดผ่องใส จนพระอานนท์กราบทูลสรรเสริญ จึงตรัสแก่พระเถระว่า กายแห่งพระตถาคตย่อมบริสุทธิ์ พรรณแห่งผิวผุดผ่องยิ่งนัก ๒ ครั้ง คือ เวลาราตรีที่จะตรัสรู้ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และเวลาราตรีที่จะปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ

ประทมอุฏฐานไสยา
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จพุทธดำเนินไปถึงแม่น้ำกกุธานที ได้เสด็จลงสรงและเสวยแล้ว เสด็จไปประทับยังอัมพวัน ตรัสเรียกพระจุนทกเถระให้ปูผ้าสังฆาฏิเป็น ๔ ชั้นถวาย ทรงสำเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวา ตั้งพระบาทให้เหลื่อมกัน มีสติสัมปชัญญะทำพระทัยซึ่งอุฏฐานสัญญา ความตั้งใจจะเสด็จลุกขึ้น โดยมีพระจุนทกเถระนั่งเฝ้าอยู่

ทรงดับความเดือดร้อนใจของนายจุนทะ
ณ สถานที่นั้น ได้ตรัสเรียกพระอานนทเถระมาตรัสว่า บิณฑบาต ๒ อย่าง มีผลเท่ากัน ทั้งมีผลมาก มีอานิสงส์มากกว่าบิณฑบาตอื่นๆ คือ บิณฑบาตที่พระตถาคตบริโภคแล้วตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ๑ ที่พระตถาคตบริโภคแล้วปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑

ทรงเปล่งอุทาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภการบำเพ็ญกุศลของนายจุนทะ ได้เปล่งอุทานว่า บุญกุศลย่อมเจริญแก่ผู้บริจาคทาน ผู้สำรวมในศีล (รักษาศีล) ย่อมไม่ก่อเวร คนฉลาดย่อมละบาปได้ เพราะความสิ้นราคะ โทสะ และโมหะ ย่อมเป็นผู้มีความเย็นใจ

เสด็จถึงเมืองกุสินารา ประทมอนุฏฐานไสยา
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จพุทธดำเนินข้ามแม่น้ำหิรัญญวดี ถึงเมืองกุสินารา ประทับ ณ สาลวัน ตรัสสั่งให้พระอานนท์เถระตั้งเตียงระหว่างไม้รังทั้งคู่ ผินศีรษะไปทางทิศอุดร ทรงสำเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวา วางพระบาทเหลื่อมกัน มีสติสัมปชัญญะ แต่มิได้มีอุฏฐานสัญญามนสิการ เพราะเป็นไสยาอวสาน เรียกว่า อนุฏฐานไสยา

ทรงยกย่องปฏิบัติบูชา
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคทรงปรารภการสักการบูชาของเทวดาทั้งหลาย ได้ตรัสแก่พระอานนทเถระว่า พระตถาคตไม่เป็นอันบริษัทบูชาด้วยสักการะพิเศษเพียงเท่านี้ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ธรรมบทหน้า หมายถึง วิธีการ ธรรมบทหลัง หมายถึง เป้าหมาย ปฏิบัติชอบยิ่ง ประพฤติตามธรรม  (โลกุตตรธรรม) จึงชื่อว่าบูชาพระตถาคตด้วยการบูชาอย่างยิ่ง

ทรงแสดงสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
พระโลกนาถทรงแสดงสถานที่ ๔ ตำบล แก่พระอานนทเถระว่า เป็นที่ควรจะดู ควรจะเห็น ควรให้เกิดสังเวชแห่งกุลบุตรผู้มีศรัทธา คือ สถานที่ประสูติจากพระครรภ์ ๑ สถานที่ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ๑ สถานที่แสดงพระอนุตรธรรมจักร (ปฐมเทศนา) ๑ สถานที่ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑

การบูชาพระพุทธสรีระเป็นกิจของคฤหัสถ์
พระพุทธองค์ได้ตรัสแก่พระอานนทเถระว่า ดูก่อนอานนท์ สหธรรมิกบริษัท จงอย่าขวนขวายเพื่อจะบูชาสรีระแห่งพระตถาคตเลย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรมุ่งต่อที่สุดแห่งพรหมจรรย์อยู่ทุกอิริยาบถเถิด กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี ทั้งหลาย ผู้เป็นบัณฑิต เลื่อมใสในพระตถาคตมีอยู่ เขาเหล่านั้น จักทำสักการบูชาสรีระแห่งพระตถาคตเอง

วิธีปฏิบัติในพระพุทธสรีระ
พระพุทธองค์ตรัสแก่พระอานนทเถระ ผู้ทูลถามถึงวิธีปฏิบัติในพระพุทธสรีระว่า ชนทั้งหลายพันซึ่งสรีระของจักรพรรดิราชด้วยผ้าใหม่ แล้วซับด้วยสำลี แล้วห่อด้วยผ้าใหม่โดยอุบายนี้ห้าร้อยชั้น แล้วเชิญพระสรีระลงประดิษฐาน ณ รางเหล็กอันเต็มไปด้วยน้ำมัน ปิดครอบด้วยรางเหล็กอันเป็นฝา ทำจิตกาธาร  ล้วนแต่ด้วยไม้หอม ทำฌาปนกิจแล้ว เชิญพระอัฏฐิธาตุบรรจุทำสถูปไว้ ณ ที่ประชุมแห่งถนนใหญ่ทั้ง ๔ ฉันใด พึงปฏิบัติในพระตถาคตเจ้าฉันนั้นเถิด

ถูปารหบุคคล ๔
ครั้นทรงแสดงอัจฉริยบุรุษรัตน์ ๒ ประเภทดังนี้แล้ว จึงได้ทรงแสดงถูปารหบุคคลผู้ควรแก่การประดิษฐานสถูป ๔ ประเภท คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ๑ พระตถาคตสาวกอรหันต์ ๑ พระเจ้าจักรพรรดิราช ๑

ทรงแสดงข้ออัศจรรย์ ๔ ประการ ในพระอานนท์
พระพุทธองค์ทรงแสดงข้ออัศจรรย์ ๔ ประการในพระอานนท์เถระว่า เมื่อภิกษุบริษัท ภิกษุณีบริษัท อุบาสกบริษัท หรืออุบาสิกาบริษัท เข้าไปหาเพื่อจะพบพระอานนท์ บริษัทนั้นได้เห็นเธอแล้วก็มีจิตยินดี ถ้าอานนท์แสดงธรรม บริษัทนั้นก็มีจิตชื่นชมด้วยภาษิตของอานนท์ ไม่อิ่ม ไม่เบื่อธรรมกถาคตที่อานนท์แสดงนั้นเลย ครั้นอานนท์นิ่งหยุดธรรมกถา บริษัท ๔ ซึ่งได้สดับนั้น ก็มีจิตยินดี ไม่อิ่ม ไม่เบื่อ

ตรัสให้แจ้งข่าวปรินิพพานแก่พวกมัลลกษัตริย์
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งพระอานนท์ให้เข้าไปบอกพวกมัลลกษัตริย์ให้ทราบว่า พระตถาคตจักปรินิพพาน ณ ยามสุดท้ายแห่งราตรีวันนี้ เพื่อให้มัลลกษัตริย์ทั้งหลาย จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลังว่า พระตถาคตเจ้าได้ปรินิพพานในคามเขตของเรา

โปรดสุภัททปริพาชก
ครั้งนั้น ปริพาชกคนหนึ่งชื่อว่า สุภัททะ อาศัยอยู่ในเมืองกุสินารา มีความเชื่อเรื่องที่อาจารย์เก่าๆ เล่ากันต่อๆ มาว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมเกิดขึ้นในโลกเป็นบางครั้งบางคราว และพระองค์ก็จะปรินิพพานในราตรีนี้ ตนเองยังมีความสงสัยในเรื่องครูทั้ง ๖ มีปุรณกัสสป เป็นต้น ซึ่งคนทั้งหลายสมมติกันว่าเป็นคนดี ประเสริฐ ครูทั้ง ๖ นั้นได้ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งของตนจริงหรือไม่ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลถามปัญหานั้น

พระพุทธองค์ตรัสว่า ดูก่อนสุภัททะ การที่ครูทั้ง ๖ จะได้ตรัสรู้หรือไม่ได้ตรัสรู้นั้น อย่าสนใจเลย ตถาคตจะแสดงธรรมแก่เธอ ดูก่อนสุภัททะ อริยมรรคมีองค์ ๘ ไม่มีในธรรมวินัยใด สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ย่อมไม่มีในธรรมวินัยนั้น อริยมรรคมีองค์ ๘ นั้นมีอยู่ในธรรมวินัย (องเรา) นี้เท่านั้น ทั้งที่เป็นปฏิปทา (เอปฏิบัติ) และอภิสมัย (การตรัสรู้) ดังนั้น สมณะที่ ๑ (พระโสดาบัน) สมณะที่ ๒ (พระสกิทาคามี) สมณะที่ ๓ (พระอนาคามี) สมณะที่ ๔ (พระอรหันต์) ย่อมมีจริงในธรรมวินัยนี้เท่านั้น
         
ปัจฉิมสักขิสาวก
เมื่อพระศาสดาตรัสพระธรรมเทศนานี้แล้ว สุภัททะได้ทูลขอบวชในพระพุทธศาสนา แต่ในฐานะที่เคยเป็นเดียรถีย์อยู่ก่อน จึงต้องอยู่ติตถิยปริวาส ๔ เดือน สุภัททะทูลว่าแม้จะต้องอยู่ถึง ๔ ปี ก็ยินดี เมื่อทรงทราบความจริงใจเช่นนี้ จึงตรัสแก่พระอานนทเถระว่า ถ้าเช่นนั้นท่านทั้งหลายจงบวชให้สุภัททะเถิด พระสุภัททะจึงได้ชื่อว่า ปัจฉิมสักขิสาวก คือ เป็นสาวกรูปสุดท้ายที่ได้บวชในสำนักของพระศาสดา ต่อมาไม่นานท่านก็ได้บรรลุอรหัตผล

ทรงตั้งพระธรรมวินัยเป็นศาสดา
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแก่พระอานนท์เถระว่า ดูก่อนอานนท์ ต่อไปภายหน้าท่านทั้งหลายพึงมีความวิตกว่า ศาสนาไม่มีพระศาสดา ข้อนั้นมิชอบมิควรเลย ดูก่อนอานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี อันใดที่เราได้แสดงแล้ว ได้บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นเป็นศาสดาแห่งท่านทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

ประทานปัจฉิมโอวาท
ลำดับนั้น พระพุทธองค์ได้ประทานปัจฉิมโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราตถาคตขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงให้กิจทั้งปวงถึงพร้อมบริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด นี้เป็นวาจาที่สุดแห่งพระตถาคตเจ้า

พระวาจานี้แสดงให้เห็นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้รวบรวมโอวาททั้งปวงที่ได้ประทานแล้วเป็นเวลา ๔๕ พรรษา ลงในความไม่ประมาทอย่างเดียวเท่านั้น

ปรินิพพาน
หลังจากทรงประทานปัจฉิมโอวาทแล้ว พระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสอะไรอีกเลย ทรงเข้าอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และสัญญเวทยิตนิโรธ ดับจิตตสังขาร คือ สัญญา และเวทนา ทรงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว ทรงเข้าสมาบัติ ๘ ถอยหลังกลับมาจากเนวสัญญานาสัญญายตนะถึงปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน จนถึงจตุตถฌาน ครั้นออกจากจตุตถฌานแล้ว จึงดับขันธปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีวันวิสาขปุรณมี

ผู้กล่าวคาถาแสดงธรรมสังเวช
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานนั้น มีผู้กล่าวคาถาแสดงธรรมเวช ความสลดใจกับเหตุการณ์ ๔ ท่าน คือ

๑. ท้าวสหับมบดีพรหม กล่าวว่า พระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาหาบุคคลเปรียบไม่ได้ในโลก ทรงมีพลังแห่งญาณ มาดับขันธปรินิพพานในโลกใด สัตว์โลกทุกรูปทุกนามจักต้องทอดทิ้งร่างกายของตน (ถมทับ) ไว้ในโลกนั้น (แน่นอน)

๒. ท้าวโกสีย์เทวราช กล่าวว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเกิดและความดับเป็นธรรมดา (ปกติ) เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป ความที่สังขาร (เบญจขันธ์) เหล่านั้น ระงับไป (ไม่เกิด) นำมาซึ่งความสุข (ไม่ต้อง แก่ เจ็บ ตาย)
         
๓. พระอนุรุทธเถระ กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระทัยมั่นคง ทรงสิ้นลมปราณแล้ว พระมุนีมิได้หวั่นไหวต่อโลกธรรม  มุ่งแต่สันติอย่างเดียว ไม่ทรงระย่อต่อมรณะใดๆ ทรงอยู่เหนือเวทนาทุกอย่าง การปรินิพพานและความหลุดพ้นแห่งใจของพระองค์ เปรียบเหมือนประทีปอันไพโรจน์ชัชวาลเต็มที่แล้วดับไป
         
๔. พระอานนท์เถระ กล่าวว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เพียบพร้อมไปด้วยความดี เสด็จดับขันธปรินิพพาน เวลานั้นความน่าสะพรึงกลัว ความสยดสยอง ได้เกิดมีแล้วแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (ว่าความตายไม่ละเว้นใครเลย)

แสดงความคิดเห็น

คุณสามารถแสดงความคิดเห็นได้ในส่วนนี้ครับ

Author Name

ฟอร์มรายชื่อติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *

ขับเคลื่อนโดย Blogger.